เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาขอทาน คนเร่ร่อนในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า การแก้ปัญหาเรื่องคนขอทาน คนเร่ร่อนในพื้นที่นั้น กทม.ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานหลักคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการกวดขัน จับกุม ทั้งนี้เมื่อดำเนินการจับกุม นำส่งตำรวจดำเนินคดีและพาส่งกลับภูมิเนาแล้ว อีกไม่กี่วัน คนขอทานก็กลับมายังจุดเดิม
ดังนั้นคิดว่าการแก้ปัญหาหลังจากนี้ควรเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้มากขึ้น และหากมีจำนวนขอทานเยอะขึ้นก็จะนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมา เช่น ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว กทม.จึงต้องทำหน้าที่ในการประสานกับหน่วยงานอื่น
สำหรับตัวเลขคนขอทานในพื้นที่กทม.ทั้ง 50 เขตมีจำนวนเท่าไหร่นั้น นายศานนท์ ระบุว่า จริงๆ ตัวเลขในขณะนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนเศรษฐกิจ และมีจำนวนไม่แน่นอน ตอนนี้กทม.ได้มีคณะทำงานร่วมกับ พม.แล้วหลังจากที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้หารือกับ รมว.พม. และตั้งคณะทำงานร่วมกันขึ้นมา 5 คณะเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน เช่น ปัญหาคนไร้บ้าน ขอทาน ก็เป็นงานที่กทม.ต้องบูรณาการร่วมกับ พม.และตำรวจ ซึ่งจะมีการประชุมในเร็ววันนี้ถึงการแก้ไข และแต่ละหน่วยงานจะต้องทำอย่างไร

“ถึงแม้กทม.จะไม่ได้มีอำนาจโดยตรงแต่เรามีหน้าที่ในการที่จะประสานทุกคน”
ส่วนตัวเลขคนเร่ร่อน ในพื้นที่กทม. เมื่อช่วงเดือน พ.ค.66 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับจุฬาฯ และ พม. ดำเนินการแจงนับโดยละเอียดพบว่า ทั่วประเทศมี 2,499 คน ในกทม.มี 1,271 คน ประมาณ 30% หรือ 400 คน เป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่มีคนไร้บ้านหน้าใหม่ อาจจะเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด หรือวิกฤติเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ไม่มีงานทำและเกี่ยวข้องคุณภาพชีวิตโดยรวม ปัจจุบันมีจุดสวัสดิการที่คอยดูแลทั้งเรื่องสิทธิต่างๆ สุขภาพร่างกาย และงานรายวัน หรือมีอาชีพที่สามารถไปดำเนินชีวิตต่อได้
“เราอยากทำงานในเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิงปริมาณ ทุกการแจกจึงต้องเป็นการฟื้นฟูคนที่มารับอาหาร เพื่อไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแค่ระยะสั้นแต่เกิดเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวด้วย”
ทั้งนี้ หากผู้ใดประสงค์จะแจกอาหารให้กับคนเร่ร่อนนั้น ให้ติดต่อไปยังสำนักงานเขตพระนคร กรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ก่อนเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้จัดระเบียบและจัดสรรในการแจกได้ โดยมีจุดแจก 2 แห่งคือ รอบเที่ยง บริเวณใต้สะพานพระปิ่นเกล้า และรอบเย็น บริเวณตรอกสาเก
นายศานนท์ กล่าวถึงการหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวให้กับคนเร่ร่อน ว่า เมื่อก่อนกทม.เคยมีบ้านอุ่นใจ ตรงประปาแม้นศรีแต่ปิดไปแล้ว จึงได้มีการหาสถานที่ใหม่ ครั้งแรกจะใช้ตึกของกทม.ตรงสะพานวันชาติ แต่เมื่อได้มีการพูดคุยร่วมกับ พม.และกอ.รมน. แล้วก็มีความเห็นตรงกันว่า ควรกลับไปใช้ตรงประปาแม้นศรี เช่นเดิม ตอนนี้ได้ทำจดหมายไปถึงสำนักทรัพย์สินฯ แล้ว หากมีความคืบหน้าอย่างไรเราก็จะกลับมาทำบ้านอิ่มใจ
“เหมือนเป็นการแก้ปัญหาแบบต่อยอด ดูแลเรื่องสิทธิแล้ว ดูแลเรื่องงานแล้ว ดูแลเรื่องสุขภาพแล้ว ทำบัตรประชาชนแล้ว สุดท้ายต้องมีบ้านชั่วคราวสำหรับบางคนจริงๆ บางคนหากไปเช่าเลยอาจจะหลายพันบาทแต่ถ้าหากมาอยู่ชั่วคราว ไปทำงานค่อยๆ ฟื้นตัว เหมือนเราเป็นเบาะรองให้กับเขา วันหนึ่งที่เขาพร้อมก็จะมีโครงการต่อไป ล่าสุดมีโครงการบ้านคนละครึ่ง ทางพม.จะออกให้ครึ่งหนึ่งและคนไร้บ้านออกครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าถ้าคนเหล่านี้พร้อมจ่ายค่าบ้านในราคา 2,000-3,000 บาท เท่ากับว่าจะจ่ายเพียงแค่ครึ่งเดียว เชื่อว่าการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จะยั่งยืนกว่า” นายศานนท์กล่าว
ที่ผ่านมาจากการทำงานของกทม.ในรูปแบบนี้ช่วยฟื้นชีวิตให้คนไร้บ้านได้มากน้อยเท่าไหร่ นายศานนท์ กล่าวว่า ในปีที่แล้วมีกว่า 60 คนที่ได้งานทำอย่างชัดเจน และมีคนได้ทำบัตรประชาชนประมาณ 200 คน และในปีนี้ก็จะทำในเรื่องการมีอาชีพของคนไร้บ้านอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะหากมีงานก็จะให้คนเหล่านี้ไม่กลับเข้าสู่วังวนคนไร้บ้านเช่นเดิม ดังนั้นการมีงานทำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก็จะทำเรื่องการจ้างงานให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น.



