สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ว่า รายงานของศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (ซีอาร์อีเอ) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระ ระบุว่า ปี 2566 เป็นปีแรกที่ระดับพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ยของจีน “เพิ่มขึ้น” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับตั้งแต่ประเทศเริ่ม “สงครามกับมลพิษ” ในปี 2556

“การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นโดยรวม ผลักดันระดับมลพิษให้สูงขึ้น นอกเหนือจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย” ซีอาร์อีเอ กล่าวเสริม

ด้านสมาคมนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ระบุในงานศึกษาแยก เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า จีนคาดว่าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มขึ้น 4% ในปีนี้ เนื่องจากประเทศใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้น เพื่อฟื้นตัวจากการล็อกดาวน์ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

แม้ทางการจีนยกระดับแคมเปญต่อต้านมลพิษ ด้วยการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายสิบแห่ง และย้ายที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนัก จนทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บ่อยครั้งที่คุณภาพอากาศของประเทศ ยังคงต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ)

ทั้งนี้ ซีอาร์อีเอ ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า 80% ของเมืองเอกในมณฑลต่าง ๆ รวมถึงกรุงปักกิ่ง บันทึกระดับพีเอ็ม 2.5 ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ “ไอคิวแอร์” ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีคุณภาพอากาศ ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเข้มข้นของอนุภาคพีเอ็ม 2.5 ในกรุงปักกิ่ง สูงกว่าแนวทางที่ดับเบิลยูเอชโอกำหนดไว้ “มากกว่า 20 เท่า” ในช่วงเวลาดังกล่าว

อนึ่ง จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก และการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดความกังวลว่า จีนจะเปลี่ยนท่าทีในการบรรลุเป้าหมาย ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ระหว่างปี 2569-2573 และมีความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2603.

เครดิตภาพ : AFP