ทีมนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ค้นพบข้อมูลใหม่จากร่างมัมมี่เก่าแก่ของหญิงวัยรุ่นที่มีอายุนับพันปี ระหว่างตรวจสอบสาเหตุการตายของเธอด้วยการใช้เทคโนโลยีสแกนร่างแล้วพบว่า หญิงสาวกลายเป็นมัมมี่พร้อมกับลูกฝาแฝดในครรภ์ของเธอ จากเดิมที่คิดว่ามีทารกเพียงคนเดียว
แฟรนซีน มาร์โกลิส หัวหน้าทีมวิจัยซากมัมมี่ดังกล่าวระบุว่า ไม่เคยมีการค้นพบซากมัมมี่แม่ลูกในลักษณะนี้มาก่อน
สำหรับมัมมี่ร่างแม่นั้น คาดว่าเป็นร่างของหญิงวัย 14-17 ปี สันนิษฐานว่าเสียชีวิตระหว่างการคลอดลูกเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาสภาพศพของเธอได้นำร่างของทารกในครรภ์คนหนึ่งของเธอมาวางไว้ตรงบริเวณระหว่างขาทั้งสอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเธอตั้งท้องลูกฝาแฝด
มัมมี่แม่ลูกนี้อยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนมากว่า 100 ปี และไม่มีใครยุ่งเกี่ยวจนกระทั่ง มาร์โกลิส ตัดสินใจนำออกมาตรวจสอบ เธอนำร่างมัมมี่แม่ลูกเข้าเครื่องซีทีสแกน เพื่อวัดขนาดของอุ้งเชิงกราน จะได้นำมาใช้เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของมัมมี่สาวตนนี้ ทว่า มาร์โกลิส กลับค้นพบข้อมูลใหม่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าสาเหตุการตายของมัมมี่คุณแม่วัยรุ่น

ระหว่างที่ฉายภาพซีทีสแกนนั้น ก็ปรากฏภาพของวัตถุบางอย่างตรงช่องอกซึ่งไม่น่าจะใช่ชิ้นส่วนของทารกในครรภ์ที่ถูกนำมาจัดวางไว้ในตอนแรก
มาร์โกลิส และ เดวิด ฮันต์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ตัดสินในนำร่างมัมมี่เข้าเครื่องเอ็กซเรย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจมากเมื่อพบตัวอ่อนทารกรายที่ 2

มาร์โกลิส เล่าว่าเธอและ ฮันต์ มองหน้ากันและมองกลับไปกลับมาที่หน้าจอแสดงภาพ เมื่อเจอข้อมูลใหม่ พวกเขาเผยแพร่รายงานการค้นพบครั้งนี้ลงในวารสาร International Journal of Osteoarchaeology ช่วงปลายปีที่แล้ว
ซากมัมมี่แม่ลูกนี้มีทีมวิจัยนำออกมาจากจุดฝังเมื่อปีค.ศ. 1908 และไม่มีใครรู้ว่าผู้เป็นแม่หรือคนอื่น ๆ ในยุคนั้นจะรู้หรือไม่ว่าเธอตั้งครรภ์เด็กฝาแฝด นอกจากนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมร่างของแฝดคนที่ 2 จึงไปอยู่ตรงช่องอกของผู้เป็นแม่ ได้แต่คาดเดาว่าเด็กที่ยังอยู่ในครรภ์อาจจะเคลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งนั้นโดยบังเอิญระหว่างกระบวนการทำมัมมี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการย่อยสลายของเนื้อเยื่อส่วนกระบังลมและอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ติดกัน ทำให้ซากของตัวอ่อนฝาแฝดคนที่ 2 หลุดผ่านไปอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนศีรษะของมัมมี่หญิงตนนี้ได้สูญหายไปหลังจากที่มีการถ่ายภาพเก็บไว้ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าถูกนำไปฝังตามธรรมเนียม, โดนขโมยหรือถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่อื่น ๆ

มาร์โกลิส กล่าวว่า ภาพจากการทำซีทีสแกนทำให้มองเห็นว่าส่วนศีรษะของเด็กแฝดคนแรกยังอยู่ในช่องคลอดของผู้เป็นแม่ ซึ่งทำให้เธอและ ฮันต์ เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของหญิงสาว
กระนั้น ก็ยากที่จะชี้ชัดลงไปว่า ส่วนลำตัวของเด็กแฝดคนแรกที่หลุดออกมานั้น เป็นเพราะกระบวนการรักษาซากศพหรือเป็นเพราะโดนตัดศีรษะ เพราะศีรษะของเด็กน้อยติดอยู่ในร่างของแม่ ทำให้เธอคลอดไม่ได้และเสียชีวิต จึงจะต้องนำส่วนกะโหลกศีรษะของเด็กไปสแกนเพื่อรวบรวมข้อมูลต่อไป
ที่มา : businessinsider.com
เครดิตภาพ : International Journal of Osteoarchaeology



