ช่วงหลังมานี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “Soft Power” (ซอฟต์พาวเวอร์)  หรือ “อำนาจอ่อน” อยู่บ่อยครั้ง และถือเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแรงในเชิงวัฒนธรรม จนนำไปสู่ผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งต้องบอกว่า “อุตสาหกรรมบันเทิง” นั้นเป็นหนึ่งในกุญแจดอกสำคัญ ที่สามารถผลักดันเป็น “Soft Power” สร้างอำนาจเชิงวัฒนธรรม เพื่อนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศได้

โดยมีแบบอย่างที่ให้เห็นชัดเจน เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งใช้กระแสของ Korean Wave นำวัฒนธรรมมาเป็นสื่อหลักในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ ภายใต้นโยบายของ ประธานาธิบดีคิมแดจุง (ดำรงตำแหน่งระหว่าง ปี 2541-2546) และประสบความสำเร็จอย่างงดงามต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับในระดับสากล สร้างรายได้ให้ประเทศมูลค่ามหาศาล เช่น เพียงบอยแบนด์วง “BTS” แค่วงเดียว ก็สามารถทำรายได้เข้าประเทศเกาหลีใต้สูงถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 120,000 ล้านบาท)  เป็นต้น

ซึ่งเมื่อย้อนมองดู “อุตสาหกรรมบันเทิงไทย” ก็พบว่ามีศักยภาพที่สามารถหยิบค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร แฟชั่น สถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ นำมาถ่ายทอดในผลงานหรือบุคคลได้อย่างสุดปัง ที่สำคัญ ณ ตอนนี้ก็กำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อภาครัฐรุกปั้นวงการบันเทิง ส่งออกเป็น Soft Power ของเมืองไทย โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง “คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ” ที่มี  แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง นั่งแท่นประธานกรรมการฯ ได้ประกาศแต่งตั้งเหล่าคนคนบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ในการร่วมทัพส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิงไทย เป็น Soft Power และส่งอิทธิพลต่อตลาดโลก ทั้ง “อนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ด้านภาพยนตร์” ได้แก่ นนกุล – ชานน สันตินธรกุล และ นัท – ณัฏฐ์ กิจจริต สองพระเอกมากฝีมือของยุคนี้ และ “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านละครและชีรีส์” ได้แก่ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล  ผู้กำกับภาพยนตร์, ซีรีส์, ละคร คุณภาพ , แก๊ปเปอร์ –  วรฤทธิ์ นิลกลม  ผู้จัด-ผู้กำกับละครซีรีส์วาย และหนึ่งในคณะอนุกรรมการสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ที่คอยผลักดันอุตสาหกรรมซีรี่ส์วาย ให้กลายเป็น Soft Power สู่เวทีโลก และ นางสาวนงลักษณ์ งามโรจน์  หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารช่อง 8

เพื่อตอบรับมูฟเมนต์ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมบันเทิงดังกล่าว วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” ขอพาทุกคนมาสำรวจ  “Soft Power” ในวงการบันเทิงไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่าสามารถสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมได้บนเวทีโลกได้ไม่แพ้ชาติใด!

Soft Power ผ่านพลังคนดัง

หากพูดการผลักดัน Soft Power ผ่านคนดัง ที่เห็นได้อย่างชัดเจนและทรงพลังที่สุด ต้องยกให้กับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล หรือ “ลิซ่า BLACKPINK” ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ประดับโลก ที่ล่าสุดครองอันดับ 1 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลในการสร้างและผลักดัน Soft Power จัดโดย The Attraction  ส่วน กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ก็เตรียมมอบรางวัล วัฒนคุณาธรกิตติมศักดิ์ “ผู้นำพลังศรัทธาเสริมคุณค่าวัฒนธรรมไทย” ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่จัดขึ้นในปีนี้ให้กับ  ลิซ่า โดยเฉพาะ อีกทั้ง Guinness World Records ยังยกย่องให้ ลิซ่า เป็นศิลปิน K-POP ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีเลยทีเดียว!  ซึ่งไม่ว่า ลิซ่า จะหยิบจับอะไร ทุกอย่างก็ได้รับความสนใจมหาศาล กลายเป็นกระแสฮอตทันที ขึ้นแท่นตัวมารดาของ Soft Power อย่างแท้จริง ขณะที่ ลิซ่า เองก็พรีเซ็นต์ความเป็นไทยผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวอยู่เสมอ ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยว เครื่องแต่งกาย อาหาร ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ จนกลายเป็นไวรัล กระตุ้นเศรษฐกิจไทยคึกคักทุกครั้งที่เธอโพสต์

ที่ผ่านมา ลิซ่า ได้สะท้อนความเป็นไทยในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้นยืนกิน สูตรน้ำจิ้มพริกเผา อาหารอันเลื่องชื่อใน จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิดของศิลปินสาว ที่เพียงแค่เธอเอ่ยปากว่าคิดถึงอยากทานเมนูนี้ในรายการ ก็กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ ทำเอาแฟน ๆ แห่ไปหาซื้อทานตามกัน อีกทั้งยอดสั่งซื้อผ่านออนไลน์ยังถล่มทลาย จนเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่ยอดขายซบเซากลับมายิ้มแฉ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นตัวแม่ในการขับเคลื่อนเรื่องอาหาร ทั้ง โรตีสายไหม , ขนมกล้วย, ขนมชั้น, ลูกชุบ ,  ตำมะม่วง , ชาไทย และ นมหนองโพ ที่เพียงแค่ ลิซ่า โพสต์ภาพเหล่านี้ลงในโซเชียล คนก็พากันไปหาทานตามกัน หรือล่าสุดที่เธอขึ้นแท่นศิลปิน K-POP หญิงเดี่ยวคนแรก ที่มียอดสตรีมถึง 1 พันล้านครั้งบน Spotify กับเพลง “Money”  งานนี้ ลิซ่า ก็ได้ฉลองความสำเร็จนี้ด้วยการทำข้าวไข่เจียวกุ้ง ราดด้วยพริกน้ำปลาตามสไตล์ไทยแท้ นำมาทานบนจานโล่ Spotify ตบท้ายด้วยของหวาน อย่าง  ไอศกรีมกะทิขนมปัง เรียกว่าเป็นการเผยแพร่  Soft Power อาหารไทยแบบฉ่ำ ๆ

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในไทย ลิซ่า ก็ยังพรีเซนต์สู่สายตาชาวโลกได้แบบสุดปัง ทั้ง MV เพลง “LALISA” มินิอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเธอ ที่สาดความเป็นไทยใส่ลงใน MV แบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก ทั้งการจำลอง ปราสาทหินพนมรุ้ง  สถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ของ จ.บุรีรัมย์ ที่ถูกยกมาใส่ใน MV ทำให้มีนักท่องเที่ยวและแฟนคลับมาตามรอยเข้าชม ปราสาทหินพนมรุ้ง แห่งนี้กันอย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีซีนที่เธอสวมใส่ชุดไทย ที่ออกแบบโดย “ASAVA ” แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ  พร้อม “รัดเกล้ายอด” เครื่องประดับศีรษะอันเป็นศิลปะชั้นสูง ก็ทำเอาชาวเน็ต คนดัง และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ต่างพากันคัฟเวอร์ลุคนี้ของเธอ พร้อมใจไปหาซื้อรัดเกล้ายอดและสไบมาใส่ตามเป็นแถว ปลุกชีพตลาดพาหุรัดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไปจนถึงล่าสุดที่เธอนุ่งผ้าซิ่น อีกหนึ่งของดีเมืองไทย ไปทำบุญไหว้พระ เที่ยวชมกรุงเก่า ณ จ. อยุธยา พร้อมโพสต์รูปที่ถ่ายใน “วัดมหาธาตุ” , “วัดหน้าพระเมรุ” และ “วัดแม่นางปลื้ม” ก็ดันการท่องเที่ยวไทยให้คึกคัก  เหล่าแฟน ๆ พากันสวมชุดไทย ไปตามรอยเพียบ รวมทั้งยังมี “ยาดมหงส์ไทย” ที่ ลิซ่า เคยบอกว่าต้องมีติดกระเป๋า อีกทั้งยังเห็นเธอถืออยู่บ่อยครั้ง ก็กลายเป็นอีกไอเท่มฮอตฮิต รวมถึงยังมีเหล่าไอดอลเกาหลีแห่ใช้กันเป็นแถวด้วย!

เรียกว่าเพียงแค่เธอขยับ โลกก็พร้อมตอบรับ ซึ่งหากทางภาครัฐหยิบ “พลังลิซ่า” มาใช้อย่างสร้างสรรค์  ต่อยอดจากสิ่งที่เธอกรุยทางให้เกิดเป็นมูลค่า ก็เชื่อว่าจะดึงเม็ดเงินมากมายเข้าสู่ประเทศได้อย่างแน่นอน

T-POP  กับการส่งออกวัฒนธรรมผ่านทางดนตรี

อีกหนึ่งพลัง Soft Power ที่น่าสนใจของวงการบันเทิงไทย ต้องยกให้ “วงการเพลง” หรือ T-POP ที่นับวันก็ยิ่งเติบโตขึ้นทั้งในด้านตัวศิลปินและคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมามีศิลปินไทยไม่น้อยที่มีโอกาสได้ไปโชว์ศักยภาพบนเวทีนานาชาติ สร้างฐานแฟนคลับในประเทศต่าง ๆ  ทั้งในรูปแบบคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง ซึ่งศิลปินไทยที่โดดเด่นสุด ๆ หนีไม่พ้น  มิลลิ หรือ มินนี่ – ดนุภา คณาธีรกุล แร็ปเปอร์สาวสุดแซ่บ ที่เคยสร้างหน้าประวัติศาสตร์ให้วงการเพลงไทย ด้วยการเป็นศิลปินเดี่ยวชาวไทยคนแรกที่โชว์บนเวทีเทศกาลดนตรีระดับโลก “Coachella” เมื่อปี 2022

ซึ่งนอกจากเธอจะโชว์ร้องเพลงที่บอกเล่าความเป็นไทยอย่างตรงไปตรงมาแล้ว แรปเปอร์สาวยังทาน “ข้าวเหนียวมะม่วง” อีกหนึ่งอาหารไทยอันเลื่องชื่อบนเวทีดังกล่าว เรียกเสียงฮือฮา  และต่อมา มิลลิ ยังได้รับเลือกจาก BBC ให้เป็นหนึ่งใน 100 สตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจ และทรงอิทธิพลจากทั่วโลกในปีนั้นอีกด้วย! และในปี 2023 ที่ผ่ามาน เธอยังเดินสายโชว์เวทีระอินเตอร์อย่างต่อเนื่อง  

นอกจากนี้ วงการ T-POP ยังพยายามที่จะสร้างฐานแฟนคลับจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อกลางเดือน ธ.ค ที่ผ่านมา ก็มีเทศกาลเพลงไทย (THAI MUSIC FESTIVAL) อย่าง  “Okie Dokie Thai Pop Live in Hong Kong” ที่จัดขึ้นในฮ่องกงเป็นครั้งแรก พร้อมนำทัพกว่า 17 ศิลปินไทยไปแสดง ส่วน 2 หนุ่มหล่อ ไบร์ท – วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ก็ได้มีโอกาสไปโชว์บนเวทีใหญ่  “MTV VMAJ 2023” ที่ ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งในเดือน ก.พ. ปี 2024  สาว ๆ วง “PiXXiE” ก็เตรียมจัดแฟนมีตติ้งครั้งแรกที่มาเก๊า เป็นต้น นอกจากนี้การดึงรายการไอดอลเซอร์ไววัลยอดฮิต อย่าง  “CHUANG ASIA” มาเปิดตัวซีซั่นแรกในประเทศไทย ในปี 2024 นี้ นับเป็นการรุกคืบในการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านทางดนตรีที่น่าจับตามอง

ขณะที่บอยกรุ๊ปน้องใหม่มาแรง อย่าง “BUS”  ก็เลือกถ่ายทำ MV เพลงเดบิวท์ “Because of You, I Shine” ด้วยการใส่ซีนเต้นหน้า “วัดพระแก้ว”  เป็นการตะโกนบอกถึงความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย พร้อมชวนแฟนเพลงต่างชาติมาตามรอยเที่ยวชมได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแฟนคลับต่างชาติที่สามารถร้องเพลงไทย อีกทั้งเข้าใจความหมายของเนื้อเพลงไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการส่งออกวัฒนธรรมด้านภาษาอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ รวมทั้งการมาถึงของ TikTok , Reels  หรือ Shorts แพลตฟอร์มที่ไว้ลงคลิปสั้น ๆ ก็เพิ่มพลังให้กับอุตสาหกรรมเพลงไทยไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องของการเต้นชาเลนจ์ ที่แม้ไม่ต้องเข้าใจเนื้อเพลงอย่างถ่องแท้ แต่แค่เพลงมีจังหวะติดหู ก็สามารถถูกหยิบไปใช้ กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ได้เช่นกัน

แม้มองในมุมแคบ เราอาจเห็นความสำเร็จเป็นรายกรณีไป แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวมในมุมที่กว้างขึ้น จะพบว่าอุตสาหกรรมดนตรี ยังห่างไกลกับการที่จะใช้เป็น Soft Power เหมือนดังเกาหลีใต้ ซึ่งมี K-POP เป็นอาวุธ หรือญี่ปุ่นที่เคยส่ง J-POP , J-ROCK ไปทั่วโลกสำเร็จมาแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อดูศักยภาพของคนในอุตสาหกรรมเพลงไทยนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่น ขอเพียงแค่การสนับสนุนที่จริงจังและเป็นรูปธรรมผ่านเม็ดเงินลงทุน ไปจนถึงการสร้างเฟสติวัลทางดนตรีที่เป็นเหมือนเวทีให้ศิลปินไทยได้ปล่อยของ ควบคู่ไปกับการดึงความสนใจจากต่างชาติให้อยากมาเมืองไทย ด้วยการร่วมมือร่วมใจกัน ก็เชื่อว่าปีมังกรทองนี้ น่าจะถึงเวลาที่ T-POP จะได้เฉิดฉายสู้บนเวทีโลกได้สักที

อุตสาหกรรมหนังไทยกับประเด็นการผลักดัน Soft Power ที่ร้อนแรง

มาถึง “วงการภาพยนตร์” ที่ต้องบอกว่าปีนี้ หนังไทยปังมาก! มีหลายเรื่องที่เข้าเส้นชัย กวาดรายได้เกินร้อยล้านบาท ทั้ง “ขุนพันธ์ 3” , “บ้านเช่า บูชายัญ” , “สัปเหร่อ” , “ธี่หยด” และ “4 Kings2” โดยเฉพาะ “สัปเหร่อ” หนังจักรวาลไทบ้านเดอะซีรีส์ ที่มีทุนสร้างจากค่ายเล็ก ๆ อย่าง “ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด” ผลงานผู้กำกับ ต้องเต – ธิติ ศรีนวล สามารถประสบความสำเร็จจนกลายเป็นปรากฎการณ์ กวาดรายได้ทะลุ 720 ล้านบาท อีกทั้งยังได้ออกเดินทางไปฉายถึง 9 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ไต้หวัน, มาเลเซีย, เมียนมา, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และกัมพูชา ทั้งนี้ “สัปเหร่อ” ได้จุดประกายให้หลายหน่วยงานกลับมาสนใจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และแน่นอนว่าเรื่องของการผลักดันให้ “หนัง” กลายเป็น Soft Power ได้ถูกหยิบยกเป็นมาพูดคุย และกลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง

ขณะที่หนังผีฟอร์มใหญ่  “ธี่หยด” ที่ฉายตามมาติด ๆ ก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน กับการกวดรายได้ไปกว่า 483 ล้านบาท พร้อมฉายประเทศต่าง ๆ ถึง 20 ประเทศ ทั้ง สิงคโปร์, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน, เวียดนาม, กัมพูชา, พม่า, ลาว, จอร์เจีย, อาเมเนีย, อุซเบกิสถาน, คาซัคสถาน, เติร์กเมนิสถาน, เบราลุส, อาเซอร์ไบจาน, ทาจิกิสถาน, อับฮาเซีย, เซาท์ออสซีเชีย, มอลโดวา, คีร์กีซสถาน ซึ่ง  “ธี่หยด” เองก็ปังหนักมากโกยเงินนอกบ้านรัว ๆ ทั้งทำเงินถึง 400 ล้านกีบในประเทศลาว , ทุบสถิติภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงที่สุดในปีนี้ของกัมพูชา และสร้างสถิติเปิดตัววันแรกและเปิดตัวสัปดาห์แรกของการฉายที่สิงคโปร์ ด้วยการทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายในปีนี้ ส่วน “แมนสรวง” อีกหนึ่งไทยที่สอดแทรก Soft Power  วัฒนธรรมไทยแบบจุก ๆ ก็ออกทัวร์ฉาย 4 เมืองใหญ่ อย่าง จาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซีย , ไทเป , ฮ่องกง และสิงคโปร์ นับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีของวงการหนังไทย

ซึ่งต้องบอกว่าที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหนังไทยต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเองไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการหาทุนสร้างหรือแม้แต่โรงฉาย แต่ถึงอย่างนั้นตัวหนังไทยเองก็ประสบความสำเร็จบนเวทีนานาชาติมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “หนังผี” ที่ดูเหมือนจะเป็นทีเด็ด สามารถกวาดเม็ดเงินจากต่างประเทศมากมาย อาทิ  “ร่างทรง” ที่เคยครองอันดับ 3 บน Box Office ของเกาหลีใต้  โกยรายได้ถึง 184 ล้านบาท หลังเข้าฉายเพียง 7 วัน พร้อมคว้ารางวัล “The Best Film” ในสาย Jury (Premio Blogos de Oro a la Mejor Película) จากเวที San Sebastián Horror and Fantasy Film Week  มาครองได้สำเร็จ รวมทั้งที่ผ่านมายังมีหนังไทยที่สามารถกอบโกยรายได้ในต่างแดนอีกมากมาย อาทิ “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความนิยมในจีนตลอดกาล  ขณะที่ไต้หวันเองก็ชื่นชอบหนังผีไทยเช่นกัน อาทิ “นางนาก” , “ลัดดาแลนด์” , “ห้าแพร่ง”  , “พี่มาก…พระโขนง” และ “แฝด” เป็นต้น ขณะที่ “ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius)” ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และประเทศจีนยังได้ซื้อลิขสิทธิ์จัดไปจำหน่ายมูลค่า 16.5 ล้านบาท แต่สามารทำทำรายได้ทะลุ 675 ล้านบาทในเวลา 5 วัน รวมทั้งฮอลลีวูดยังสนใจและเดินหน้าสร้างภาพยนตร์ “Bad Genius” ฉบับรีเมค โดยค่าย Picturestart และ Picture Perfect Federation ด้วย นอกจากนี้ยังมี “องค์บาก” ที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักศิลปะป้องกันตัวอันเป็นเอกลักษณ์ อย่าง “มวยไทย” จนมีคนอยากมาตามรอยฝึกฝนมวยไทย อีกทั้งยังเผยแพร่ความสำคัญของวัด ช้าง รวมทั้งพระพุทธรูปของเมืองไทย ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นภาพจำของชาวจีนและเกาหลีใต้สุด ๆ

เห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมไทยนั้นมีศักยภาพมากพอที่จะดึงความสนใจจากนานาประเทศ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นเรื่องยากที่จะผลักดัน “วงการหนัง” ให้กลายเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของเมืองไทย เพื่อต่อยอดสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศ และในปี 2024 นี้ ก็มีหนังไทยอีกมากมาย ที่รอการสนับสนุน อาทิ “ไชน่าทาวน์ ชะช่า” หนังแอ็คชั่นคอเมดี้ ที่กลิ่นอายความเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ,   “หม่อม” หนังสยองขวัญ และ “เหมรย บนบาปสาปแช่ง” อีกหนึ่งหนังผีที่จะมาถ่อยทอดให้เห็นถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของพี่น้องชาวใต้ กับพิธีกรรม “โนราโรงครู” รวมทั้ง มโนราห์  ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอันเก่าแก่และเต็มไปด้วยมนต์ขลัง

ซึ่งหากอยากให้ Soft Power หนังประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม ภาครัฐควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่เบื้องหน้าถึงเบื้องหลัง ซัพพอร์ทการลงทุนสร้างไปจนถึงโอกาสในการไปฉายต่อบนเวทีโลก นอกจากนี้ควรลดการ “เซ็นเซอร์” อันเป็นการจำกัดการสร้างสรรค์ผลงาน และปล่อยให้งานศิลปะได้สะท้อนภาพสังคมตามความเป็นจริงและเสรี โดยไม่ถูกตีกรอบไอเดีย ก็น่ายิ่งช่วยเพิ่มมิติของหนังไทย ให้มีความหลากหลายประเภท เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนดูให้มากขึ้น

ละครไทย” อีกหนึ่งพลัง Soft Power ที่ไม่ควรมองข้าม

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมที่ไม่ควรมองข้ามในวงการบันเทิง ก็คือ “ละครไทย” ที่สามารถต่อยอดเป็น Soft Power ได้อย่างทรงพลังเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นอีกตลาดใหญ่ของโลก และในปีนี้ละครไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในจีน ได้แก่ “พรหมลิขิต” ละครอิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ภาคต่อจาก “บุบเพสันนิวาส” โดยนำพระนางคู่ขวัญ อย่าง  โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ  และ  เบลล่า – ราณี แคมเปน กลับมารับบทนำอีกครั้ง ซึ่งในเรื่องมีการสะท้อนวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้มากมาย ทั้งเกร็ดประวัติศาสตร์ ,  ชุดไทย รวมไปถึงการนำเสนอเมนูอาหารไทยในเกือบทุก EP เพื่อตอกย้ำความเป็น “ครัวโลก” ของประเทศไทย

ซึ่งทาง กระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้ขานรับความสำเร็จนี้ ด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต่อยอดจากละคร อาทิ งาน “ราตรีนี้… ที่วัดไชยฯ” กิจกรรมที่ชวนมาท่องเที่ยววัดไชยวัฒนารามในยามราตรี  โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเช่าชุดไทยใส่ถ่ายรูป ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมี กิจกรรม “เบิกฟ้าอโยธา ย้อนเวลาไปกับพรหมลิขิต” ณ อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และวัดไชยวัฒนาราม เพื่อส่งเสริม Soft Power ผ่าน “พรหมลิขิต” รวมทั้งยังมีประเทศต่าง ๆ ที่มาซื้อลิขสิทธิ์ “พรหมลิขิต” นำไปออนแอร์ เช่น กัมพูชา ขณะที่ นาย นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ยังได้ออกมาเผยถึงความฟีเวอร์ของละคร “บุพเพสันนิวาส” , “พรหมลิขิต” และ ภาพยนตร์ “บุพเพสันนิวาส” ในประเทศเวียดนาม ที่ทำเอาชาวเวียดนามสนใจไปตามรอยท่องเที่ยวที่เมืองไทย ตามสถานที่ต่าง ๆ ในละคร แต่งตัวชุดไทยตามตัวละคร ไปจนถึงนิยมชมชอบอาหารไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีละคร / ซีรี่ส์ ทั้ง “เด็กใหม่ (Girl From Nowhere)”  ที่มีตัวเอก อย่าง “แนนโน๊ะ ” แสดงโดย คิทตี้ ชิชา อมาตยกุล , “หลงไฟ” ที่ตัวเอกคือ “ก้านแก้ว” นำแสดงโดย ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูล และอีกมากมาย เคยสร้างกระแสฟีเวอร์ในหมู่แฟน ๆ ชาวจีนและในเอเชียมาแล้ว!

สำหรับละครโทรทัศน์ นับเป็นคอนเทนต์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นับแต่ปี พ.ศ. 2499 และเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย อีกทั้งเนื้อเรื่อง “ละครไทย” ยังสามารถสอดแทรกบริบทของประเทศ หรือส่งผ่านวัฒนธรรมและความเป็นไทยได้อย่างกลมกลืนและแนบเนียน ยิ่งฝีไม้ลายมือของนักแสดงไทยนั้นก็ไม่ธรรมดา สามารถตกฐานแฟนคลับต่างชาติได้มากมาย โดยเฉพาะในจีน มีที่นักแสดงไทยก็เป็นที่นิยมไม่น้อย อาทิ ไมค์ – พิรัชต์  นิธิไพศาลกุล , ใบเฟิร์น – พิมพ์ชนก  , มาริโอ้ เมาเร่อ  ,นุ่น – วรนุช ภิรมย์ภักดี  และ นนกุล – ชานน สันตินธรกุล  เป็นต้น ล้วนมียอดผู้ติตามใน Weibo เป็นหลักล้าน จึงเหมาะสมอย่างมากที่ “ละครไทย” จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการผลักดัน Soft Power สู้เวทีบันเทิงระดับสากล! 

ซีรีส์วาย” อาวุธลับ ส่ง Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

ปิดท้ายที่แวดวง  “ซีรีส์วาย” ของประเทศไทย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยประเทศไทยนั้นผลิต “ซีรีส์วาย” เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และยังได้รับการจับตามองอย่างมาก จากการเป็นผลงานใต้ดิน มาในวันนี้ “ซีรีส์วาย” กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลในระดับโลก โดยมีเหล่า “สาววาย” ให้การสนับสนุน ตีเป็นมูลค่าเม็ดหลักพันล้านบาท อีกทั้งในแง่การผลิตก็มีความหลากหลาย  โดยเฉพาะค่ายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น CHANGE 2561 , GMMTV ไปจนถึง ช่องวัน 31 และ ช่อง 3 ต่างก็กระโดดลงสนาม สร้างสรรค์ผลงานประชันกันมากมาย ส่วนนักแสดงก็มีมากหน้าหลายตา รวมทั้งการที่พระเอกฮอตเบอร์ต้นของเมืองไทย มารับบทแนวนี้ ยิ่งเป็นหมุดหมายสำคัญว่า วงการซีรี่ส์วายนั้นกำลังพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ และ แจม-รชตะ หัมพานนท์ ที่จับมือกันแจ้งเกิดสุดปังจากละครแนวดราม่า “คุณชาย” , นนกุล – ชานน  และ ไบร์ท – รพีพงศ์ ทับสุวรรณ  จากซีรี่ส์แนวพรีเรียด “หอมกลิ่นความรัก” ก็โชว์ผลงานได้อย่างร้อนแรง ไปจนถึงผลงานเรื่องใหม่ที่น่าจับตามอง อย่าง “การุณยฆาต” ซีรีส์แนวสืบสวนฆาตกรรม  ที่ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร พระเอกคุณภาพของวงการ มานำแสดงร่วมกับหนุ่มฮอต  เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ซึ่งพอปล่อยทีเซอร์ก็เรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก เป็นต้น

สำหรับความสำเร็จของ “ซีรี่ส์วาย” ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ยังครองใจแฟนคลับหลากหลายเชื้อชาติ ที่พร้อมตีตั๋วมุ่งสู่เมืองไทย เพื่อมาพบนักแสดงคนโปรด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบงานแฟนมีตติ้ง อีเว้นท์ต่าง ๆ ไปจนถึงการตามรอยนักแสดงในดวงใจ ไม่ต่างจากที่เกาหลีใต้เคยทำสำเร็จ  ก่อเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นอย่างดี เช่น “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ที่เคยทำให้แฟน ๆ อยากตามรอย ชมความงาม “เมืองภูเก็ต” โลเคชั่นหลักของซีรี่ส์เรื่องนี้ ขณะที่ซีรี่ส์วายหลาย ๆ เรื่องก็ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น “คุณชาย” ที่ได้ออกอากาศทาง Rakuten TV แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่น ในชื่อเวอร์ชันญี่ปุ่นคือ “To Sir, With Love”  ,  “เพราะเราคู่กัน (2gether)”  ได้ไปฉายในฟิลิปปินส์ ,  รวมทั้ง “โซตัส พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” , “นิทานพันดาว” , “พฤติกรรมที่ตาย” และ “ด้ายแดง” ก็ถูกนำไปไปแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในรูปแบบมังงะ เป็นต้น ขณะที่ “KinnPorsche The Series” ที่ครองเทรนด์ X (ทวิตเตอร์) อันดับ 1 ของโลก (World Wilde) มาอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถต่อยอดความสำเร็จ กับโปรเจ็กต์ “KinnPorsche The Series World Tour 2022” พานักแสดงเดินสายไปพบแฟนคลับทั่วโลก โดยจับมือกับ LIVE NATION TERO ผู้จัดระดับอินเตอร์ ที่อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตระดับโลก อาทิ “BLACKPINK” เป็นต้น

นอกจากนี้เหล่านักแสดงสายวายก็ปังไม่แพ้กัน ทั้งกวาดการเป็นพรีเซ็นเตอร์ งานคู่อีเวนท์ หรือการไลฟ์ขายของ ขายจิ้น ไปจนถึงไปพบกับแฟน ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก ในรูปแบบแฟนมีตติ้งและคอนเสิร์ต เป็นต้น ขณะที่มูลค่าของตัวนักแสดงที่แจ้งเกิดจากซีรี่ส์วายก็ทะยานขึ้นสูง และได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยเฉพาะในแวดวงแฟชั่น ที่ช่วงหลังมานี้ก็มักเห็นลักชูรี่แบรนด์ เลือกใช้นักแสดงสายวายในการพรีเซ็นต์ เพราะรู้ดีถึงยอด Engagement และกระแสต่าง ๆ จากแรงเชียร์ของเหล่าแฟนคลับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเชิญไปชมแฟชั่นระดับโลก ซึ่งในปีนี้ก็มีไม่น้อย อาทิ  ซี – พฤกษ์ พานิช  ที่บินตรงสู่  Milan Fashion Week 2023  เพื่อชมแฟชั่นโชว์ของ  “Dolce&Gabbana Fashion Show  Spring/summer 2024” เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงที่สามารถคว้าตำแหน่ง Brand Ambassador  ให้กับแบรนด์ระดับโลก อาทิ คู่จิ้นที่กอดคอแจ้งเกิดแบบสุดปังใน “เพราะเราคู่กัน (2gether)” อย่าง ไบร์ท – วชิรวิชญ์ ที่ถูกแต่งตั้งเป็น Brand Ambassador คนแรก แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตอนใต้ ของ “Burberry” แบรนด์หรูสัญชาติอังกฤษ  โดยเขายังสามารถสร้างมูลค่าทางสื่อได้มากที่สุดในช่วง London Fashion Week Spring/Summer 2024 โดยโกยไปถึง 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76 ล้านบาท) จากการบินไปร่วมชมแฟชั่นโชว์ที่ลอนดอนที่ผ่านมาอีกด้วย

ส่วน วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ได้ตำแหน่ง Brand Ambassador ของแบรนด์ดังอิตาลี อย่าง  “Prada” พร้อมบินตรงไปเคียงบ่าเคียงไหล่คนดังบนเวทีระดับโลก!  ดังนั้น “ซีรีส์วาย” จึงกลายเป็นเหมือนอีกหนึ่ง “อาวุธลับ” ในการเป็น Soft Power ที่มาเงียบ ๆ แต่ก็กวาดเรียบในการเผยแพร่วัฒนธรรมและความเป็นไทย  ที่ล้วนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยไม่แพ้แวดวงอื่นเช่นเดียวกัน และหากมีการผลักดัน “สมรสเท่าเทียม” ให้กลายเป็นจริงได้ในประเทศไทย เชื่อว่ายิ่งเป็นการตอกย้ำว่า  “ซีรี่ส์วาย”  ไม่เพียงแต่ขายจิ้น แต่ยังมีอิทธิพลและสะท้อนคอมมูนิตี้ชาว LGBTQ อีกทั้งยังซัพพอร์ท “ความรักที่ไม่จำกัดเพศ” ให้เห็นอย่างจริงจัง และแน่นอนว่าทั้งหมดนี้จะเป็นจริงขึ้นได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและการสนับสนุนของทางรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม!

เรียกว่า “อุตสาหกรรมบันเทิงไทย” ตอนนี้มีวัตถุดิบพร้อม แต่ทั้งหมดนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ ต้องมีนโยบายที่เข้มแข็งจากทางภาครัฐในการสนับสนุน เพื่อยกระดับผลงานจาก โลคอล (Local) สู่ผลงานโกลบอล (Global) ด้วย และหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีแกนนำ อย่าง “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งมีทั้งนโยบาย One Family One Soft Power (1 ครอบครัว 1 Soft Power) เน้นการ “พัฒนาคน” และการกำเนิด “THACCA (Thailand Creative Content Agency)” หรือ “ทักก้า” ที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศทั้งหมด เพื่อให้อุตสาหกรรม Soft Power  ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งหากสามารถทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จและจับต้องได้ ก็เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้และชื่อเสียงให้เมืองไทย ได้ฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและกลับมายืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามอีกครั้ง!