สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองลารอแชล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า คำสั่งห้ามการประมงนอกชายฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 22 ม.ค.–20 ก.พ. จะมีผลกับชาวประมงทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติ ตั้งแต่ในจังหวัดฟินิสแตร์ ของแคว้นบริตทานี ไปจนถึงชายแดนที่ติดกับสเปน

ความเคลื่อนไหวข้างต้นเกิดขึ้นหลังกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ออกมาเรียกร้องให้ทางการฝรั่งเศส ปกป้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล โดยชี้ให้เห็นถึงการเสียชีวิตของโลมา ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ซีไออีเอ็ม” ซึ่งเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ติดตามระบบนิเวศของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เรียกร้องให้การระงับเทคนิคการประมงตามอำเภอใจบางส่วน โดยระบุว่า แต่ละปีมีโลมาประมาณ 9,000 ตัว ตายนอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของฝรั่งเศส แม้องค์กรต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างดุเดือด จากกลุ่มชาวประมงในอุตสาหกรรมก็ตาม

แม้รัฐบาลฝรั่งเศสให้สัญญาว่าจะช่วยเหลือชาวประมง และผู้ค้าปลาซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว แต่ชาวประมงจำนวนมากและกลุ่มอุตสาหกรรมประมง ก็ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการชั่วคราวของรัฐบาล

เช่นเดียวกับคณะกรรมการประมงแห่งชาติฝรั่งเศส (ซีเอ็นพีเอ็มอีเอ็ม) ที่ประณามว่า ซีไออีเอ็มเป็น “องค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) สุดโต่ง” พร้อมกับเสริมว่า โลมาไม่ใช่ “สัตว์ใกล้สูญพันธุ์” ขณะที่บริษัทแปรรูปปลาหลายแห่งประมาณการว่า คำสั่งห้ามอาจทำให้พวกเขาสูญเสียเงินมากกว่า 60 ล้านยูโร (ราว 2,320 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม นายฟิลิปเป การ์เซีย หัวหน้าสมาคมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางน้ำ (ดีเอ็มเอ) กล่าวว่า ชาวประมงมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล เนื่องจากการตายของโลมา จะยิ่งทำให้นักสิ่งแวดล้อมดำเนินการมากขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP