หลังหลุดบ่วงกรรมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) เนื่องจากในวันที่ 4 เม.ย. 66 ซึ่งเป็นวันที่พรรคก้าวไกลยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต. แม้นายพิธา จะเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น แต่ในวันดังกล่าว บริษัท ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ หลังจากที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้บอกเลิกสัญญาและยึดคลื่นความถี่คืน นับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. 50
ถือเป็นข่าวดีของ “พิธา” ในรอบ 6 เดือน หลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องปมถือหุ้นไอทีวี พ่วงมติ 7 ต่อ 2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ในวันที่ 19 ก.ค. 66 ซึ่งเป็นวันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นครั้งที่ 2 ทำให้ “พิธา” ชิงปิดสวิตช์ตัวเอง “ผมจะปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น ขอใช้โอกาสนี้อำลาประธานจนกว่าจะพบกันใหม่” พร้อมโพสต์ภาพลงในอินสตาแกรม ขณะวางบัตรสมาชิก สส. พร้อมระบุข้อความว่า I’ll be back ก่อนจะคัมแบ๊กเข้าสภาอีกครั้ง ในวันที่ 25 ม.ค. นี้
ซึ่งคดีหุ้นไอทีวี ถือเป็น นัดอุ่นเครื่อง เพราะต้องจับตาไฮไลต์ที่สำคัญอีก 1 คดี คือกรณีที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอดีตพระพุทธะอิสระ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของ นายพิธา (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยศาลนัดแถลงการณ์ด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติใน วันพุธที่ 31 ม.ค. นี้ เวลา 14.00 น.

ซึ่งในประเด็น มาตรา 112 ดูจะอาการหนัก เพราะไม่มีใครเอาด้วย และจะกลายเป็น “หัวเชื้อ” ที่นำไปยื่นต่อ กกต. เพื่อขอยุบพรรค เพราะการหาเสียงให้แก้ไขมาตรา 112 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) หรือไม่
และก่อนหน้านี้เคยมี คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ในชื่อ “คดีทะลุเพดาน” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ บนเวทีการชุมนุมของกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” วันที่ 10 ส.ค. 63 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กระทบต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของผู้ถูกร้องที่ 1 (นายอานนท์ นำภา) ที่ 2 (นายภาณุพงศ์ จาดนอก) และที่ 3 (น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตตาม มาตรา 49 วรรคสอง
ดังนั้นวันพุธที่ 31 ม.ค. 67 ระทึกใจกว่าเยอะ!!.



