กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ถือเป็นหนึ่งกระทรวงที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศ!?!

ซึ่งหลังจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ามานั่งเป็นเจ้ากระทรวง รับตำแหน่ง รมว.ดีอี ก็ได้ประกาศนโยบาย-ขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงดีอี เมื่อเดือน ก.ย.66 ภายใต้แผนงาน “The Growth Engine of Thailand” โดยโฟกัส 3 ด้านสำคัญ คือ การเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และการเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ

สำหรับแผนงานของกระทรวงดีอี ในปี 67 นี้  ทาง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ได้ประกาศแผนงานไปเรียบร้อย โดยสานต่อแผนงาน “The Growth Engine of Thailand” ชู 7 นโยบายหลักที่จะเร่งดำเนินการในปี 67 นี้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี บอกว่า  ในปีนี้กระทรวงดีอี จะเร่งดำเนินงาน 7 ด้านหลักประกอบด้วย 1. Cloud First Policy 2. AI Agenda 3. 1 อำเภอ 1 IT Man 4. พัฒนากำลังคนดิจิทัล (Digital Manpower) 5. Cell Broadcast 6. แก้ปัญหาภัยออนไลน์ และ 7. ยกระดับ Thailand Digital Competiveness Ranking

รมว.ดีอี ได้บอกต่อว่า ในเรื่อง Cloud First Policy ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะให้ทุกหน่วยงานรัฐเก็บข้อมูลโดยใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก เพื่อยกระดับความปลอดภัยในเรื่องข้อมูลรั่ว และไซเบอร์ซีเคียวริตี้  รวมถึงช่วยประหยัดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของรัฐได้ไม่น้อยกว่า 30% นอกจากนี้ยังช่วยดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุน ด้านคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็น Cloud Hub ของภูมิภาค  

“ในปี 67  มีหน่วยงานรัฐมีความต้องการให้บริการระบบคลาวด์เพื่อพัฒนาการบริการประชาชนประมาณ 1 แสน วีเอ็ม (Virtual Machine) ซึ่งหากต้องการพัฒนาเป็นรัฐบาลดิจิทัล ต้องใช้ 9 แสน วีเอ็ม ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลา 5 ปี ในการดำเนินการ ซึ่งในอายุรัฐบาลชุดนี้ สิ่งที่จะได้เห็นก่อน คือการยกเลิกการใช้เอกสารกระดาษ และการพัฒนา วันแอปพลิเคชัน ที่จะรวมทุกบริการต่างๆ ไว้ในแอปเดียว ใน 2 ปี ต่อจากนี้”

สำหรับ นโยบาย  AI Agenda นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จะดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการ ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) โดยจะมีการร่างจริยธรรมและกฎระเบียบ สร้างความตระหนักด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการใช้ AI  มีการทำแพลตฟอร์ม AI กลางของประเทศ และให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ บีดีไอ พัฒนาเอไอ ภาษาไทยขึ้นมาเพื่อใช้งาน เนื่องจากการพัฒนาของต่างประเทศเป็นภาษาไทยอาจจะไม่เข้าใจภาษาเท่ากับคนไทยทำเอง

ภาพ pixabay.com

ส่วนนโยบาย 1 อำเภอ 1 IT Man นั้น จะเป็นการเร่งยกระดับการใช้ดิจิทัลในต่างจังหวัด  โดยจะยกบทบาท สถิติจังหวัด ให้เป็น สถิติและดิจิทัลจังหวัด ที่จะดูแลเรื่องดิจิทัลในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ  พร้อมจะเพิ่มดิจิทัลอำเภอ ให้ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ โดยจะเป็นพนักงานราชการ ที่รับเข้ามาใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในเร็วนี้ และจะดำเนินการเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 ปีนี้

ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัลลงไปถึงระดับอำเภอ นอกจากนี้ จะเพิ่มศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่ง ให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนใน 24,654 หมู่บ้าน นอกจากนี้จะมีการพัฒนาสภาเยาวชนดิจิทัล รวมถึงสร้างชุมชนโดรนใจมากกว่า 500 ชุมชน เพื่อนำโดรนมาสร้างอาชีพ ลดต้นทุน และพัฒนาผลผลิตด้านเกษตรที่มีคุณภาพ

รมว.ดีอี ขยายความต่อถึงนโยบายพัฒนากำลังคนดิจิทัล ว่า จะมีการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลกำลังลังคนดิจิทัล ผ่าน Digital ID  นอกจากนี้จะดึงดูดกำลังคนดิจิทัลผ่าน Global Digital Talent VISA เพื่อดึงคนจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทย

นอกจากนี้กระทรวงดีอี ยังร่วมกับเอกชนในการเพิ่มกำลังคนดิจิทัล จำนวน 50,000 คน  ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ หลังจากที่ผ่านมามีการเซ็นเอ็มโอยูกับหน่วยงานเอกชนต่างๆ แล้ว

ภาพ pixabay.com

มาถึงอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ดีอีต้องเร่งทำ คือ Cell Broadcast หรือการเตือนภัยต่างๆ ไปยังโทรศัพท์มือถือผ่าน SMS แบบเจาะจง ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด ทาง  “นายประเสริฐ” ยืนยันว่าจะได้เห็นในปีนี้แน่นอน โดยในส่วนของการพัฒนาระบบของผู้ให้บริการมือถือ (โอเปอเรเตอร์) นั้น จะให้โอเปอเรเตอร์ลงทุนประมาณรายละ 300 ล้านบาท แล้วนำมาลดหย่อนเงินที่ต้องนำส่งกองทุนยูโซ่

ส่วนระบบของภาครัฐ จะของบประมาณจาก กสทช. ประมาณ 400 ล้านบาท  รวมแล้วจะใช้งบจำนวน 1,000  ล้านบาท  โดยตอนนี้อยู่ระหว่างทำประกาศสำนักนายกฯ ว่าใครจะเป็นศูนย์คอมมาน หรือ ผู้บัญชาสั่งการ หรือเป็นผู้ประกาศเตือนภัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพและไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก!?!

ขณะที่นโยบายที่ 6  แก้ปัญหาภัยออนไลน์ ทาง รมว.ดีอี บอกว่า หลังจากมีการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ผ่านศูนย์ AOC 1441 โดยประชาชนที่แจ้งอายัดผ่านศูนย์ AOC สามารถใช้เวลาในการระงับบัญชีได้ภายใน 15 นาทีแล้วนั้น  จะยกระดับเพิ่มเติมให้เป็นศูนย์ เอโอซี พลัส  นำเอไอมาใช้ในการวิเคราะห์ประมวลผลตรวจจับบัญชีม้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะพัฒนาแอปพลิเคชัน แจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์เสี่ยงภัย หรือเป็นเบอร์ของพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประชาชนได้ระวังภัยไม่ตกเป็นเหยื่อ!!

ภาพ pixabay.com

และมาถึงนโยบายสุดท้าย คือ ยกระดับ Thailand Digital Competiveness Ranking ทาง รมว.ดีอี บอกว่า ด้วยนโยบายต่างๆ ที่ดำเนินการทั้งหมด ตั้งเป้าหมายว่าจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 33 ในปี 67  จากอันดับที่ 35 ในปี 66 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดเป็นแผนงานนโยบายของกระทรวงดีอี ที่คาดหวังว่าเรื่อง “ดิจิทัล” จะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่องต่อไป!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์