นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีมติเห็นชอบตามที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เสนอ ข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อแก้วิกฤติทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้ ประเทศเจอวิกฤติด้านการศึกษา โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยอย่างมาก ทำให้เด็กเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ หรือ Learning Loss อย่างน้อย 2 ปี และนอกจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ยังพบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กในชนบทกับเด็กในเมือง มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่แตกต่างกัน ทั้งยังพบปัญหาที่เด็กใช้หน้าจอมือถือมาก ซึ่งจากงานวิจัยของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และงานวิจัยทั่วโลก พบว่าการที่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเล่นมือถือ แท็บเล็ตมาก จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองส่วนหน้า และจากงานวิจัยของไทย พบว่า เด็กไทยใช้มือถือ และแท็บเล็ต ติดท็อป 10 ของโลก โดยใช้ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กนั่งนานไป สายตาอยู่ที่หน้าจอมากเกินไป ไม่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งผลกระทบต่อสรีระของเด็ก และพัฒนาการของเด็กด้วย ที่สำคัญการปล่อยให้อยู่ติดหน้าจอนั้น อาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ย้ำคิดย้ำทำ ไม่มีพัฒนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย และเมื่อเด็กเกิดการถดถอยทางการเรียนรู้แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร อีกทั้งในอนาคตหากเกิดวิกฤติที่เหมือนกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือหากเจอสถานการณ์อื่นๆ ที่เป็นวิกฤติของประเทศที่ไม่สามารถให้หน่วยงานทางการศึกษา ดำเนินการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนได้นั้น เราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร จึงเกิดข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อแก้ปัญหาและรับมือต่อวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับ 3 เร่ง 3 ลด และ 3 เพิ่ม มีรายละเอียด ดังนี้ 3 เร่ง คือ 1.เร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก ชุมชน และสังคม ให้ครอบคลุมทั่วถึง ผ่านทุกช่องทางที่เป็นไปได้ ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องถือเป็นภารกิจในการมุ่งเน้นให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครองในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตทุกด้านของเด็กปฐมวัย รวมถึงการเพิ่มการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Capacity Building) แก่ครูและผู้ดูแลเด็ก ได้มีโอกาสเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน เจตคติ ความรู้และทักษะ ให้สามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤติ สามารถสร้างความสุขในการเรียนรู้ และเสริมพัฒนาการสมวัยแก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อการเติบโตอย่างอยู่ดีมีสุขของเด็กปฐมวัย เช่น การขยายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนครอบครัว รวมทั้งเพิ่มของเล่น เพิ่มหนังสือสำหรับเด็กปฐมวัยให้เพียงพอ ในครอบครัวต้องมีหนังสือไม่น้อยกว่า 3 เล่ม เพิ่มของเล่นและหนังสือสำหรับเด็กปฐมวัยในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและชุมชน เพิ่มพื้นที่เล่น พื้นที่สีเขียว พื้นที่สำหรับครอบครัวในชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นที่ความสุข เป็นพื้นที่ในการเพิ่มสัมพันธภาพครอบครัวและชุมชน และ 3.เร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และกลไกระดับพื้นที่ใกล้ตัวเด็ก เช่น คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ไม่ว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาลทุกสังกัด ซึ่งเป็นระบบนิเวศใกล้ตัวเด็กปฐมวัย เพื่อให้สามารถดูแล จัดการสภาพแวดล้อม สวัสดิการในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านการเสริมสร้างพลังครอบครัว และการพัฒนาเครือข่ายชุมชน เป็นต้น
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า 3 ลด คือ 1.ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง งดใช้ก่อนวัย 2 ขวบ รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก บุคลากรทุกฝ่าย และสังคมให้ชัดเจนว่า การยื่นโทรศัพท์มือถือหรือสื่อหน้าจอแก่เด็กปฐมวัยเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทำลายพัฒนาการของเด็กทุกด้าน โดยเฉพาะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการทำงานของสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น จะต้องเน้นการห้ามให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือสื่อหน้าจอแก่เด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเด็ดขาด และเด็กปฐมวัยอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้เล่นได้อย่างมีเงื่อนไข เช่น อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง และจำกัดเวลาเล่นไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อวัน 2.ลดความเครียด คืนความสุขแก่เด็กปฐมวัย รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก บุคลากรทุกฝ่าย และสังคมให้ชัดเจนว่า หากเด็กปฐมวัยไม่มีความสุข ยากที่จะมีพัฒนาการเติบโตที่สมวัย จึงต้องมุ่งเน้นการลดความเครียดและคืนความสุขแก่เด็กปฐมวัย เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง จะต้องไม่เร่งเรียนเขียนอ่าน หรือรีบเร่งยัดเยียดให้ความรู้ แต่เน้นให้เด็กปฐมวัยมีความสุข สนุก อยากมาเรียน ได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย หรือเล่นสนุกกับเพื่อนให้มากพอ เมื่อเด็กปฐมวัยมีความสุข ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป และ 3.ลดการใช้ความรุนแรงกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ เลิกการลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรงและการใช้คำพูดในเชิงลบ รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก บุคลากรทุกฝ่าย และสังคมให้ชัดเจนว่า การใช้ความรุนแรงไม่อาจปรับพฤติกรรมใด ๆ ของเด็กปฐมวัยได้ มีแต่จะสร้างปัญหาในจิตใจของเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และกระทบต่อไปถึงพัฒนาการทุกด้าน จะต้องฝึกฝนการใช้วินัยเชิงบวก เพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยให้ได้ผล และเพื่อให้พัฒนาการโดยเฉพาะด้านจิตใจไม่กระทบกระเทือนเสียหาย
นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ส่วน 3 เพิ่ม คือ 1.เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ผ่านการเล่นหลากหลาย ดนตรี กีฬา การออกกำลังกาย งานบ้าน งานครัว งานสวน ครอบครัวและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพของเด็กปฐมวัยในทุกมิติ โดยเฉพาะเพิ่มกิจกรรมทางกาย เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย การเล่นกลางแจ้ง การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ให้เด็กหัดทำงานบ้าน งานครัว งานสวน และการทำกิจวัตรประจำวัน เพิ่มการเล่นที่หลากหลาย เล่นอิสระที่เด็กปฐมวัยได้ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ เล่นกับเพื่อนเพื่อสร้างทักษะทางสังคม และเล่นในธรรมชาติ ตามความพร้อมและความถนัดของเด็ก ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น และมีความสุข 2.เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานกับเด็กสม่ำเสมอ เพิ่มการอ่านนิทานเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ด้านภาษา ทักษะสมอง จินตนาการและเพิ่มความสุข อย่างสม่ำเสมอ ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครองกับเด็ก และเป็นการเพิ่มพัฒนาการทางภาษาและการคิดจินตนาการแก่เด็ก เกิดความรักที่จะอ่านก่อนที่จะอ่านออก และจะเป็นฐานของการอ่านออกเขียนได้ที่มีคุณภาพในช่วงวัยต่อไป และ 3.เพิ่มความรัก ความใส่ใจ และ เวลาคุณภาพของครอบครัว ส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองใช้เวลากับลูกอย่างมีคุณภาพ มีความรู้และทักษะที่จะ “เล่นเป็น กอดเป็น คุยเป็น ฟังเป็น เล่าเป็น” โดยรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน ร่วมกันจัดระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้เวลาคุณภาพของครอบครัว เช่น การเพิ่มพื้นที่สาธารณะที่ครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระบบยืมคืนหนังสือนิทานในชุมชน เป็นต้น
“ขั้นตอนต่อไปจะนำข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบ และดูข้อกฎหมาย ก่อนเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป เมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่จัดการศึกษา กลไกในเชิงพื้นที่ ภาคสังคม ก็จะนำ “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” มาขับเคลื่อนตามมติ ครม. ต่อไป ซึ่งเราคาดว่า ต่อไปพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจะมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย มีความเจริญเติบโตของร่างกายที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะการอ่าน การเขียน ที่เหมาะสมตามมาตรฐานการศึกษาของชาติต่อไป” นายอรรถพล กล่าว



