เมื่อวันที่ 29 ก.ย. พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เดินทางมายังบ้านเลขที่ 296 หมู่ 6 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มุนอ ภรรยาของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ ที่หายตัวไปปริศนา ตั้งแต่เมื่อปี 2557 และเป็นคดีพิเศษ ที่ทางดีเอสไอรับไว้ ก่อนสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ประกอบด้วย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ขณะนั้น) พร้อมพวกรวม 4 คน ใน 6 ข้อกล่าวหา ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคนในบางข้อหา โดย พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวว่า เดินทางมาในวันนี้ เพื่อมาเยี่ยมมุนอและครอบครัว โดยมาให้กำลังใจและมาแจ้งถึงความคืบหน้าในส่วนของคดีความ ว่า ขณะนี้ ทีมคณะทำงานจากดีเอสไอ ทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ตนได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีความเห็นกลับมายัง ดีเอสไอ เพื่อให้ทีมคณะทำงาน ดีเอสไอ สอบสวนเพิ่มเติมใน 4 ประเด็นก่อนชี้ขาดความเห็น โดยอยู่ระหว่างทีมพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม หากแล้วเสร็จจะดำเนินการส่งกลับไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด และคงต้องรอว่าทางอัยการสูงสุด จะมีความเห็นว่าจะสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง ในคดีนี้

ด้าน น.ส.พิณนภา หรือ มุนอ ภรรยา บิลลี่ กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณ ที่ทางอธิบดีฯ และ ดีเอสไอ ดำเนินการในเรื่องการหายตัวไปของนายบิลลี่ มาโดยตลอดจนสามารถดำเนินคดีกับคนที่ทำได้ แต่ยังกังวลใจในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับเอกสารการรับรองการเสียชีวิตของ บิลลี่ ที่ยังไม่สามารถออกใบมรณบัตรได้ และส่วนของการคุ้มครองพยาน เนื่องจากที่ผ่านมาคู่กรณีได้มีให้ออกจากราชการ และกลับมาอยู่ในพื้นที่ ทำให้ตนไม่กล้าเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว และข้อสำคัญอยากบอกกับสังคมว่า คดีการหายตัวไปของ บิลลี่ ไม่ได้เป็นคดีความที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่อยากให้สังคมได้เข้าใจว่าข้อเท็จจริงแล้วการหายตัวไปของบิลลี่ เป็นคดีของคนส่วนรวม เพราะที่ผ่านมาบิลลี่ ออกมาเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านบางกลอยจนหายตัวไป จึงอยากฝากให้สังคมทั่วไปช่วยกันเรียกร้องในเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน เพราะปัจจุบันนี้ญาติพี่น้องและคนในชุมชนบางกลอยหลายครอบครัว ยังประสบปัญหาในเรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะในเขตอุทยานฯ แก่งกระจาน



