เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชนสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ ซึ่งตอนนี้ถูกกักตัวอยู่ในห้องกักของ สตม. มาเป็นเวลา 10 ปี โดยมี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ พร้อมด้วย นายจุลพงศ์ อยู่เกษ รองประธานคณะ กมธ.การต่างประเทศ คนที่หนึ่ง และนายกัณวีร์ สืบแสง รองประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คนที่สาม ร่วมกันรับยื่นจดหมายเปิดผนึก

ผู้แทนภาคประชาชน กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ ซึ่งอยู่ในห้องกักของ สตม. มาเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 14 มี.ค. 2557 ซึ่งตอนนั้นเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 350 คน และมีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเด็กและผู้หญิง 172 คน ซึ่งรัฐบาลส่งไปที่ประเทศตุรกี และตั้งถิ่นฐานใหม่แล้วเมื่อเดือน มิ.ย. 2558 กลุ่มที่ 2 เป็นชาย 109 คน ทางการไทยส่งไปยังประเทศจีน เมื่อเดือน ก.ค. 2558 ส่วนกลุ่มที่ 3 ที่ยังคงค้างอยู่ในห้องกัก สตม. จนตอนนี้ครบรอบ 10 ปีแล้ว โดยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการอยู่ระยะเวลานาน ไม่สามารถติดต่อครอบครัวภายนอกได้เลย ทั้งนี้ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิต 5 คน โดยมี 2 เป็นเด็ก 3 ขวบ เฉพาะปี 2566 เสียชีวิต 2 ราย โดยไม่สามารถบอกกับคนข้างนอกได้ ทั้งนี้เชื่อว่าครอบครัวคนที่เหลือยังติดตามข่าวสารคนเหล่านี้ และทำทุกวิถีทางที่จะพากลับบ้าน จึงอยากให้รัฐบาลไทยเห็นแก่เพื่อนมนุษย์ อย่ากักขังปีที่ 11 หรือปีต่อๆ ไปอีกเลย  

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมีการพูดคุยในกรรมาธิการว่า ความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่อยู่ในห้องกัก มีสภาพย่ำแย่ โดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในห้องกักถึงเมื่อไหร่ แทบไม่ต่างจากการอยู่ในคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิดตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสได้รับลดหย่อนโทษ ไม่มีโอกาสได้รับการเยี่ยม สภาพความเป็นอยู่ที่แย่ยิ่งกว่าคนที่ทำอาชญากรรมร้ายแรง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมาน ซึ่งเรารับหลักการ เรื่องการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นหากมีพฤติการณ์ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นก็อาจจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวด้วย แต่จะปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เพียงเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สุดท้ายคนเหล่านี้จะทยอยเสียชีวิต ขณะที่ประเทศไทยกำลังมองถึงความเป็นไปได้ในการเป็นบอร์ดด้านสิทธิมนุษยชนของโลก แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร มากไปกว่านั้นคือการมองเรื่องความเป็นมนุษย์ ดังนั้นคิดว่า ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ มีความสัมพันธ์ มีผลประโยชน์ด้านอื่นๆ เยอะมาก คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะกระทบความสัมพันธ์ และที่ถูกต้องที่สุดประเทศไทยก็ต้องวางหลักการเป็นประเทศที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน ประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยก็ต้องเคารพกฎหมายภายในและหลักการที่ประเทศไทยให้คุณค่า ดังนั้นทาง กมธ. จะนำไปพูดคุยกันต่อไปเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา องค์กรที่มีบทบาทเรื่องนี้อย่างสำคัญคือ สมช. วางหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ควรจะเป็น

ด้าน นายจุลพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะ กมธ.การต่างประเทศ ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ที่จะปฏิบัติต่อกัน

นายกัณวีร์ กล่าว ปัจจุบันพี่น้องชาวอุยกูร์ยังถูกกักอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เป็นสุญญากาศทางกฎหมายที่ไม่มีการรองรับเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย กมธ.การกฎหมายฯ จะพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายว่ามีช่องว่างตรงไหนบ้าง จะแก้ไขตรงไหนบ้าง และจะผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับทั้ง 2 กมธ. ต่อไป