สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมใช้มาตรการกำแพงภาษีรอบใหม่กับจีน รวมมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 660,123 ล้านบาท) เริ่มตั้งแต่ปีนี้ ว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ต่อการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี และขอเรียกร้องสหรัฐล้มเลิกแผนการดังกล่าว


ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ประณามอย่างหนัก ว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบการค้าที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ท่ามกลางการคาดหมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะใช้มาตรการแบบเดียวกัน ตอบโต้กำแพงภาษีรอบใหม่ของสหรัฐ


ทั้งนี้ ทำเนียบขาวกล่าวถึงการขยายขอบเขตกำแพงภาษีกับจีน “เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้จีนยุติการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม” โดยกำแพงภาษีที่กำหนดในสมัยรัฐบาลวอชิงตันชุดก่อนหน้า ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ยังไม่เปลี่ยนแปลง” หมายความว่า ใช้อัตราเดิม


สำหรับสินค้าของจีนที่รัฐบาลไบเดนจะขึ้นภาษีนั้น รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 27.5% เป็น 102.5% และโซลาร์เซลล์ จาก 25% เป็น 50% ภายในปีนี้ ด้านเซมิคอนดักเตอร์บางประเภทจากจีน ต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% ภายในปี 2568 นอกจากนี้ ยังมี “สินค้าประเภทอุปกรณ์การแพทย์” และแร่ธาตุอีกหลายรายการ ที่จะมีการขึ้นภาษีเช่นกัน

อนึ่ง มีการวิเคราะห์เช่นกันว่า การที่ไบเดนเปลี่ยนมาใช้นโยบายการค้ากับจีน ให้มีความเป็นสายเหยี่ยวมากขึ้น “อย่างฉับพลัน” น่าจะเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. ปีนี้ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นจากศูนย์วิจัยหลายแห่งบ่งชี้ว่า ไบเดนมีคะแนนนิยมตามหลังทรัมป์ โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐสวิงสเตท.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES