สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมใช้มาตรการกำแพงภาษีรอบใหม่กับจีน รวมมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 660,123 ล้านบาท) เริ่มตั้งแต่ปีนี้ ว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ต่อการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี และขอเรียกร้องสหรัฐล้มเลิกแผนการดังกล่าว
The US plans to raise additional tariffs on electric vehicles and other products from China, exemplifying its narrow-mindedness and hegemony as it adds a new blot on free trade #XinhuaCommentary: https://t.co/d2zmIBN4Jx pic.twitter.com/YHo6pSHRe8
— China Xinhua News (@XHNews) May 15, 2024
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ประณามอย่างหนัก ว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบการค้าที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ท่ามกลางการคาดหมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะใช้มาตรการแบบเดียวกัน ตอบโต้กำแพงภาษีรอบใหม่ของสหรัฐ
"Made in China 2025" was a massive foreign relations disaster for China. It's cited in virtually every US report, law, policy doc, etc. as the paradigmatic example of "unfair" state support for Chinese firms.
— Kyle Chan (@kyleichan) May 14, 2024
Here it is in the USTR section 301 report behind Biden's new tariffs. pic.twitter.com/v7y7B1EDMq
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวกล่าวถึงการขยายขอบเขตกำแพงภาษีกับจีน “เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้จีนยุติการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม” โดยกำแพงภาษีที่กำหนดในสมัยรัฐบาลวอชิงตันชุดก่อนหน้า ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ยังไม่เปลี่ยนแปลง” หมายความว่า ใช้อัตราเดิม
สำหรับสินค้าของจีนที่รัฐบาลไบเดนจะขึ้นภาษีนั้น รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 27.5% เป็น 102.5% และโซลาร์เซลล์ จาก 25% เป็น 50% ภายในปีนี้ ด้านเซมิคอนดักเตอร์บางประเภทจากจีน ต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% ภายในปี 2568 นอกจากนี้ ยังมี “สินค้าประเภทอุปกรณ์การแพทย์” และแร่ธาตุอีกหลายรายการ ที่จะมีการขึ้นภาษีเช่นกัน
อนึ่ง มีการวิเคราะห์เช่นกันว่า การที่ไบเดนเปลี่ยนมาใช้นโยบายการค้ากับจีน ให้มีความเป็นสายเหยี่ยวมากขึ้น “อย่างฉับพลัน” น่าจะเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. ปีนี้ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นจากศูนย์วิจัยหลายแห่งบ่งชี้ว่า ไบเดนมีคะแนนนิยมตามหลังทรัมป์ โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐสวิงสเตท.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



