วันนี้ (21 พ.ค.) พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ตั้งทีมงานร่วม ประกอบด้วย กสทช. ปปง. และ ธนาคาร รวมทั้งผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อตรวจสอบโมบายแบงก์กิ้งที่ต้องสงสัย และมีชื่อผู้ถือครองไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้งาน โมบายแบงก์กิ้ง เพื่อสกัดซิมผีบัญชีม้า ในระบบการโอนเงินออนไลน์

สำหรับขั้นตอนดำเนินการ จะเริ่มในวันที่ 27 พ.ค. โดยธนาคารจะเป็นผู้รวบรวมบัญชีที่มีข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขหนังสือเดินทาง พร้อมเบอร์โทรฯ โมบายแบงก์กิ้งที่ผูกกับบัญชีธนาคาร ส่งให้ ปปง. ตามช่องทางที่กำหนด จากนั้น ปปง. รับข้อมูลทั้งหมดมาแล้วผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ารหัส แล้วเปิดช่องทางสื่อสารข้อมูลให้ กสทช. ภายในวันที่ 1 มิ.ย. จากนั้น กสทช. ได้รับข้อมูลดังกล่าวจาก ปปง. แล้ว จะนำเบอร์โมบายแบงก์กิ้งมาแยกเครือข่าย เพื่อส่งตรวจหารายชื่อผู้ถือครอง และตรวจเปรียบเทียบ กับรายชื่อเจ้าของบัญชีว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน (เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.) จากจำนวนทั้งหมด 106 บัญชีโมบายแบงก์กิ้ง จากนั้นจะส่งผลบัญชีที่ไม่ตรงกลับไปให้ ปปง. และธนาคาร ทราบ เพื่อดำเนินการแจ้งเตือนต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาฯ ปปง. กล่าวว่า เมื่อทาง ปปง. ได้รับผลกลับมาแล้ว สำหรับผู้ที่ชื่อจดทะเบียนซิมไม่ตรงกับชื่อบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง ทาง ปปง. จะไปหารือกับ ธปท. และ ธนาคารพาณิชย์ ในการกำหนดระยะเวลาในการมาปรับข้อมูลที่ศูนย์บริการว่าจะกำหนดภายในกี่วัน เมื่อพ้นแล้วไม่มา จะทำการระงับการใช้โมบายแบงก์กิ้ง แต่ยังสามารถไปเบิกถอนที่เคาน์เตอร์สาขาได้ ในกรณีชื่อไม่ตรงกันจะมียกเว้นในกรณีมีเหตุผลความจำเป็น เช่น เปิดโมบายแบงก์กิ้งให้บุตรหลานที่เป็นเด็กเยาวชน หรือบิดามารดาผู้สูงวัย เป็นต้น สำหรับกรณีขอเปิดใช้โมบายแบงก์กิ้งรายใหม่ ธนาคารต้องตรวจสอบชื่อเจ้าของบัญชีและเจ้าของเบอร์ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันก่อนจะอนุญาตให้เปิดบริการ

“ปัจจุบันยังมีบัญชีม้าใหม่เข้าระบบประมาณ เดือนละ 2 หมื่นบัญชี และมีบัญชีม้าในระบบรวมมากกว่า 1 ล้านบัญชี  จากบัญชีธนาคารในระบบทั้งหมด 130 ล้านบัญชี และเป็นการผูกโมบายแบงก์กิ้ง 106 ล้านบัญชี การดำเนินการตรงนี้ เป็นการตัดแขนขามิจฉาชีพไม่ให้มีบัญชีไปใช้โอนเงินได้ โดยมั่นใจว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้ จะสามารถกรองบัญชีม้าออกจากระบบได้มาก โดยเฉพาะบัญชีม้าขายขาดที่ซื้อมาจากผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีที่มีมากกว่า 90% ของบัญชีม้าทั้งหมด และจะช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์ลงได้อย่างแน่นอน” พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าว

พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนนี้ กสทช. ได้พัฒนาระบบให้ตรวจสอบได้โดยง่ายผ่านทางแอปพลิเคชัน 3 ชั้น และบริการ *179*เลขบัตรประชาชน# โทรออก และในอนาคต จะพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมฐานข้อมูลที่ธนาคารสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าชื่อตรงกันหรือไม่ ก่อนอนุญาตให้เปิดการใช้งาน

นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ วันนี้ ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการยืนยันตัวตนของผู้ถือครองซิมตั้งแต่ 6 หมายเลขขึ้นไป ตามประกาศ กสทช. โดยกลุ่มที่ 1 (6-100 หมายเลข) จะครบกำหนด 180 วัน ในวันที่ 13 ก.ค. 67 ที่จะถึงนี้ ส่วนกลุ่มที่ 2 (101 หมายเลข ขึ้นไป) ซึ่งได้ครบกำหนดไปตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา จากข้อมูลล่าสุด กสทช. ได้ระงับซิมที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ไปแล้วถึง 2,137,465 เลขหมาย รวมทั้งซิมโมบายแบงก์กิ้งที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวด้วย 

“กสทช. มุ่งกำจัดซิมผี ที่อยู่ในความครอบครองของมิจฉาชีพ โดยอาศัยอำนาจตามประกาศดังกล่าว ซึ่งไม่ต้องรอการแจ้งระงับจากพนักงานสอบสวน ที่มีขั้นตอนตามกฎหมายและต้องใช้เวลา ทั้งยังเป็นการช่วยกำจัดซิมผีในระบบธนาคารออนไลน์ไปในคราวเดียวกัน และหากกำหนดให้เจ้าบัญชีธนาคารและเบอร์โมบายแบงก์กิ้งเป็นบุคคลคนเดียวกัน กลุ่มมิจฉาชีพจะทำงานได้ยากขึ้น ปัญหาเรื่องซิมผีบัญชีม้าก็จะหมดไปหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าว