สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ว่า ร้านขายสุราที่ถูกจำกัดไว้ เฉพาะนักการทูตซึ่งไม่นับถือศาสนาอิสลาม เปิดทำการในซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวใหม่ของการเปิดเสรีทางสังคมของประเทศที่ครั้งหนึ่งมีความอนุรักษนิยมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่ตั้งของศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม
ร้านแห่งนี้เปิดทำการ ขณะที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงตั้งเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นจุดหมายปลายทาง ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ให้ลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบ
Saudi Arabia tipped to ease alcohol ban as it uncorks tourism potential https://t.co/MpzSUBKMoO
— South China Morning Post (@SCMPNews) June 24, 2024
ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ในย่านการทูตของกรุงริยาด นักการทูตคนหนึ่งอธิบายว่า หน้าตาของร้านขายสุราแห่งนี้คล้ายกับร้านค้าปลอดภาษีสุดหรูในท่าอากาศยานานาชาติ ขณะนี้ มีการจำหน่ายสุรา ไวน์ และเบียร์ เพียง 2 ประเภทเท่านั้น โดยลูกค้าต้องแสดงบัตรประจำตัวทางการทูตด้วย
ขณะที่หนังสือพิมพ์อาหรับ นิวส์ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลริยาด รายงานเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ ในการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักการทูต ว่ามีจุดมุ่งหมาย “เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าพิเศษและสุราเหล่านี้ ผ่านพัสดุทางการทูตที่ไม่ผ่านควบคุมจากรัฐบาล”
เป็นเวลาหลายปีที่นักการทูตสามารถนำเข้าสุราผ่านบริการพิเศษ เพื่อการบริโภคเพราะเหตุผลทางการทูต ขณะที่ในอดีต ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสุรา ต้องแอบซื้อสุราเถื่อน หรือต้มสุราเองภายในบ้าน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนว่า ผู้ที่ถูกจับกุมและตัดสินว่า มีความผิดฐานบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจต้องเผชิญกับ “โทษจำคุกยาวนาน, ค่าปรับหนัก, การเฆี่ยนตีในที่สาธารณะ และการส่งตัวกลับประเทศ” เนื่องจากการดื่มสุราถือเป็น “ฮารอม” หรือสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม และซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลก ที่ยังคงห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกับคูเวตและเมืองชาร์จาห์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
ซาอุดีอาระเบียห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ช่วงปี 2493 โดยสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอาซิซ ปฐมกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย พระองค์ทรงออกกฎห้าม สืบเนื่องจากเหตุเจ้าชายมิชารี พระราชโอรสของพระองค์ ทรงมึนเมาและใช้ปืนลูกซองสังหาร นายซีริล อุสมาน รองกงสุลสหราชอาณาจักร ในเมืองเจดดาห์ เมื่อปี 2494
หลังการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 2522 และการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธต่อมัสยิดใหญ่ที่นครเมกกะ บรรดาผู้ปกครองของซาอุดีอาระเบีย ก็เริ่มหันมายอมรับนิกายวะฮาบีย์ ซึ่งนับถือหลักคำสอนอิสลามแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งมากขึ้น นำมาซึ่งการบังคับใช้ข้อกำหนดแยกเพศอย่างเข้มงวด เช่น การห้ามขับรถของผู้หญิง
กระนั้น ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซาอุดีอาระเบียเปิดโรงภาพยนตร์, อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ และจัดเทศกาลดนตรี อย่างไรก็ตาม คำพูดและความเห็นที่ขัดแย้งกันทางการเมือง ยังถือเป็นความผิดทางอาญาอย่างเคร่งครัด และอาจมีโทษประหารชีวิต.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES