วันนี้ (11 ต.ค.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ต.ค.) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800  MHz ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz เมื่อปี 2561 ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท ได้นำเงินค่าประมูลงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จำนวน 3,346.69 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) มาชำระให้กับสำนักงาน กสทช. แล้ว ตามเงื่อนไขของการชำระเงินประมูล โดยเงินค่าประมูลดังกล่าว สำนักงาน กสทช. จะรีบนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

สำหรับเงินค่าประมูลงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ที่ AWN ได้ชำระมาก่อนหน้านี้ จำนวน 10,040.08 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) สำนักงาน กสทช.ได้นำส่งเงินดังกล่าวให้กระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 1800  MHz กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีของเอไอเอส ได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงและติดอาวุธดิจิทัลให้กับประเทศ ด้วยเม็ดเงินกว่า 500,000 ล้านบาท ในการพัฒนา Digital Infrastructure และอีกกว่า 200,000 ล้านบาท สำหรับค่าใบอนุญาต รวมไปถึงการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัล ทั้งในส่วนของพนักงานเอไอเอสเอง และผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ และท้ายที่สุดคือ ร่วมปลดล็อกการเข้าถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มด้วยเทคโนโลยี 5จี ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมประเทศชั้นนำของโลก

ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทย มีจุดได้เปรียบอยู่ที่ศักยภาพของคน และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง 5จี ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ การนำศักยภาพทั้งหมดมาเสริมความเข้มแข็งของประเทศได้อย่างดีที่สุด ซึ่งต้องมีการร่วมมือกันจาก 3 ภาคส่วน เริ่มจากภาคประชาชนที่ต้องมีความพร้อมที่จะปรับตัวรับมือกับการใช้ Digital ให้เกิดประโยชน์กับการใช้ชีวิตในทุกแง่มุม ต่อมาคือความแข็งแกร่งของภาครัฐที่มีทรัพยากรในมือมหาศาล เช่น กสทช. ที่ได้บริหารจัดการนโยบายการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผสานเข้ากับภาคเอกชน ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ประกอบการทุกกลุ่มใน Digital Ecosystem ที่ต่างเดินหน้าทำงาน และลงทุนต่อเนื่อง เพื่อสร้าง Digital Infrastructure และให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด ซึ่งเชื่อมั่นว่า ประเทศไทย จะเป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเติบโต พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างแน่นอน