นายทอม อลิสัน รองประธานของ เฟซบุ๊ก จาก เมตา เปิดเผยว่า เฟซบุ๊ก ได้มุ่งสร้างสรรค์แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ยุคต่อไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันให้ เฟซบุ๊กไปสู่ความสำเร็จในอนาคต 20 ปีข้างหน้า โดยให้ความสำคัญสองทิศทางหลัก คือ การสร้างโซเชียลมีเดียยุคใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ และการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วย เอไอ หลังจากที่พฤติกรรมในการค้นหาและค้นพบของผู้คนในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 1.8 พันล้านคน ในแต่ละเดือนและเป็นผู้ใช้รุ่นใหม่ โพสต์ในกลุ่มบนเฟซบุ๊กมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนรุ่นใหม่

“เฟซบุ๊ก ยังคงเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน แต่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ สำหรับผู้บริโภคยุคโซเชียล เราได้ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามหาวิทยาลัย การทำงานที่แรก การพบปะเพื่อนใหม่ หรือการไปท่องเที่ยวสำรวจเมืองใหม่ ๆ เฟซบุ๊ก จะช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการหากลุ่มที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน การค้นหาสิ่งที่พวกเขาสนใจผ่าน รีลส์ หรือการค้นพบครีเอเตอร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขา”

นายทอม กล่าวต่อว่า ในปี 67 ได้อัปเดตเทคโนโลยีการจัดอันดับ รีลส์ และฟีด เพื่อมอบการแนะนำ เนื้อหาที่ตรงใจ ผู้ใช้ยิ่งขึ้น และได้คิดค้นการจัดโครงสร้างโมเดลใหม่ ที่สามารถเรียนรู้จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของ เฟซบุ๊ก รีลส์  ในการทดลองใช้งานได้อย่างมาก โดยในอีกประมาณหนึ่งปีข้างหน้า เทคโนโลยีการแนะนำขั้นสูงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงอีโคซิสเต็มของวิดีโอ และคำแนะนำในฟีดทั้งหมด และกำลังสร้างหนึ่งในคอลเลกชั่นสำหรับ โอเพ่น โมเดล เครื่องมือต่าง ๆ และทรัพยากรสำหรับ เจน เอไอ ที่ดีที่สุดด้วย Meta Llama โดยมีเป้าหมายภายในสิ้นปี  69 จะมีเทคโนโลยี ในการแนะนำเนื้อหาแก่ผู้ใช้ที่ดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาขั้นตอนในการค้นหาและเชื่อมต่อกับเนื้อหาวิดีโอที่ผู้ใช้สนใจให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าเนื้อหานั้น จะอยู่ในรูปแบบของ รีลส์ วิดีโอยาว หรือคอนเทนต์แบบไลฟ์ ซึ่งเนื้อหาวิดีโอเติบโตอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม โดยในปัจจุบันกว่า 60% ของเวลาที่ผู้คนใช้บนเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม มาจากการรับชมวิดีโอทั้งสิ้น

“เรายังช่วยให้ใครก็ตามสามารถผันตัวเป็นครีเอเตอร์และได้รับค่าตอบแทนจาก Facebook ได้ง่ายขึ้น โดยเราได้เปิดตัวฟีเจอร์ Professional Mode ในเวอร์ชั่นที่ใช้งานง่ายขึ้น โดยเป็นฟีเจอร์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้ที่ต้องการโพสต์เนื้อหาแบบสาธารณะและต้องการเพิ่มยอดผู้ติดตาม โดย Professional Mode เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมียอดผู้ใช้งาน 100 ล้านคนต่อวันภายใน 18 เดือน และได้พัฒนาโมเดลการจ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ของเรา โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพของคอนเทนต์บน Facebook ของพวกเขา ซึ่งช่วยให้การสร้างรายได้ของครีเอเตอร์เป็นเรื่องง่ายขึ้น อีกทั้งยังขยายโอกาสในการสร้างรายได้ เพิ่มเติมสำหรับคอนเทนต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือข้อความ”