เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ ยูฮอสเน็ต (Uhosnet) และชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) มองว่า ถึงเวลาที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ต้องเปิดทางให้ผู้ป่วยจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเพิ่มสิทธิการรักษานอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับว่า ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุในเรื่องการร่วมจ่าย ค่าบริการ แต่การจะดำเนินการมีเงื่อนไข โดยต้องเป็นรายครั้ง และเป็นไปตามคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพฯ กำหนด ซึ่งขณะนี้กำหนดอยู่ที่ 30 บาท ส่วนกรณีการร่วมจ่ายตามความจำเป็น เพื่อเป็นทางเลือกนั้น ทาง คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากฎหมายมีความประสงค์ในเรื่องการร่วมจ่าย ต้องเป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ใช่ว่าเป็นการจ่ายเพิ่มค่ารักษาพยาบาล เช่น การผ่าตัดเข่า อยากร่วมจ่าย 2 หมื่นบาท หรือผ่าตัดอื่นใดขอร่วมจ่าย 7 พันบาท แบบนี้ทำไม่ได้ เพราะการร่วมจ่ายรายครั้งต่อการรับบริการ ถือว่าขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย  

นพ.จเด็จ กล่าวว่า จาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ระบุชัดเจน โดยการจ่ายเพิ่มการบริการจะต้องเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก เช่น กรณีห้องพิเศษ ที่ไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่จะไปเก็บเพิ่มว่า อุปกรณ์ เครื่องมือนี้ดีกว่า แบบนี้ไม่ได้ รวมถึงยานอกบัญชียาหลัก คนไข้จะไปรีเควสไม่ได้ ยกเว้นหมอต้องวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักฯ 

“ประเด็นสำคัญ คือ ห้ามเก็บเงินจากคนไข้ในเรื่องการรักษาบริการ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจนเป็นคดีความ กรณี หมอระบุว่า คนไข้อยากได้ยาเอง แต่ทางศาลตีความว่า คนไข้ไม่มีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญด้านโรคด้านยามากกว่าแพทย์ ดังนั้น จะไปรีเควสไม่ได้ สรุปคือ การรักษาไม่ควรเปิดให้คนไข้เลือกยา หรือเลือกเครื่องมือ แนวทางรักษาเอง สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ เรียกเก็บเพิ่มไม่ได้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นร่วมจ่าย หรือ Ontop ถูกมองว่าจะเป็นทางเลือกด้านงบประมาณ ไม่ให้ระบบสาธารณสุขล้มละลายในอนาคต เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ต้องถามว่า ตอนนี้อยู่ในสภาวะล้มละลายแล้วหรือยัง ที่ผ่านมาเคยทำข้อมูล “SAFE” ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการเงินการคลังด้านสุขภาพ ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ค่าใช้จ่ายสุขภาพของประเทศตอนนี้ไม่ควรต่ำกว่า 4.5 และไม่ควรเกินกว่า 5.5 ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในกรอบที่กำหนด ส่วนเรื่องความเป็นธรรมต้องมาพิจารณาว่า หากกำหนดไปแล้ว และทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่สามารถเข้าบริการได้ เนื่องจากกังวลเรื่องที่ต้องจ่ายร่วม ก็จะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย เรื่องนี้มีความอ่อนไหว ดังนั้น ต้องมาดูว่าคำว่าล้มละลาย หรือความยั่งยืนด้านการเงินเป็นอย่างไร

“สรุปคือ สิ่งที่ออนท็อปได้ คือความสะดวกสบาย ไม่ใช่การบริการขั้นพื้นฐาน อย่างนอนรักษาตัวใน รพ. แต่ต้องการห้องพิเศษ ก็สามารถจ่ายเพิ่มเองได้ แต่เรื่องเทคโนโลยีการรักษาจะมาเลือกและออนท็อป หรือจ่ายเพิ่มย่อมไม่ได้ ยกเว้นต้องจำเป็นต่อการรักษาจริงๆ ซึ่งแพทย์ต้องวินิจฉัย” นพ.จเด็จ กล่าว.