เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. ลงนามในสัญญางานจ้างก่อสร้างโครงการทางพิเศษ(ด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกกา กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งมีนายสุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโสกับ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เป็นผู้ลงนาม โดยโครงการนี้มีระยะทาง 16.21 กิโลเมตร(กม.) เป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร(ไป-กลับ) มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อกับทางด่วนฉลองรัชที่ด่านเก็บค่าผ่านทางด่วนจตุโชติ บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพด้านตะวันออก(ถนนกาญจนาภิเษก) และมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกตัดถนนหทัยราษฎร์ และถนนนิมิตใหม่ แล้วเลี้ยวขึ้นไปทางทิศตะวันอออกเฉียงเหนือ เชื่อมต่อถนนลำลูกกา จ.ปทุมธานี

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ทางด่วนฉลองรัช ส่วนต่อขยายเส้นทางนี้ ถือเป็นโครงการเรือธงโครงการแรกของ กทพ. ที่ก่อสร้างโดยใช้งบประมาณรัฐ โดย กทพ. มีเป้าหมายก่อสร้างให้แล้วเสร็จเร็วกว่าแผนงานเดิมประมาณ 6 เดือน จากเดิมปี 71 ปรับเป็นแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการปลายปี 70 อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ กทพ. จะเร่งดำเนินการงานจัดกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งปัจจุบันร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) กำหนดเขตเวนคืนที่ดิน อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกกรมการกฤษฎีกา และจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้ต่อไป

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า คาดว่าจะสามารถแจ้งหนังสือเอกชนให้เริ่มงาน (NTP) ได้ภายในปลายปี 67 เบื้องต้นจะส่งมอบพื้นที่ของกรมทางหลวง(ทล.) บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพด้านตะวันออก(ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ มอเตอร์เวย์ M9 ให้เอกชนได้ก่อนเป็นพื้นที่แรก ซึ่งสัปดาห์หน้าจะหารือกับ ทล. เพื่อขอใช้พื้นที่ในการดำเนินงานก่อสร้าง ส่วนพื้นที่ของประชาชน เป็นพื้นที่เกษตรกรรม คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการเวนคืน อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างจะให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนให้น้อยที่สุด และมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่ต้องก่อสร้างข้ามมอเตอร์เวย์ M9 กว้างประมาณ 80 เมตร มีการวางเสาตรงเกาะกลางมอเตอร์เวย์ และบริเวณริมรั้วสองฝั่ง จะให้ทำงานเฉพาะกลางคืน

นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับวงเงินโครงการดังกล่าวมีวงเงินรวม 24,060 ล้านบาท จะใช้พื้นที่เวนคืน 471 ไร่ 99 ตารางวา มีอาคารและสิ่งปลูกสร้าง 134 หลัง ซึ่งจะขอรับการอุดหนุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 3,726 ล้านบาทจากรัฐบาล ส่วนค่าก่อสร้างงานโยธา และงานระบบประมาณ 19,838 ล้านบาท และค่าควบคุมงาน รวมประมาณ 496 ล้านบาท ใช้เงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย(Thailand Future Fund : TFF) 1.4 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีกประมาณ 5 พันล้านบาทใช้เงินกู้ สำหรับทางด่วนสายนี้ มีค่าผ่านทางเริ่มต้นรถ 4 ล้อ 25 บาท สูงสุด 40 บาท รถ 6 ล้อ เริ่มต้น 55 บาท สูงสุด 85 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เริ่มต้น 80 บาท สูงสุด 125 บาท

โดยจะจัดเก็บค่าผ่านทางในรูปแบบเงินสด และอีซี่พาสยกไม้กั้นตามนโยบายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม คาดการณ์ปริมาณจราจร ณ ปีเปิดให้บริการ อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นคันต่อวัน อย่างไรก็ตามในปี 67 กทพ. มีแผนเสนอโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ระยะที่ 1 (ตอน N2 ถนนประเสริฐมนูกิจ-ถนนวงแหวนรอบนอกฯ ด้านตะวันออก) ระยะทาง 11.3 กม. วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทให้กระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่พิจารณาต่อไป คาดจะเริ่มก่อสร้างกลางปี 68

ด้านนายสุเมธ กล่าวว่า บริษัทฯ มีความพร้อมในการดำเนินโครงการฯ ทั้งบุคลากร และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ในการก่อสร้าง โดยจะนำนวัตกรรมที่ทันสมัยในการยกชิ้นส่วนโครงสร้างคานทางด่วน ซึ่งจะยกทั้งคานขวาง และพื้นถนนทางด่วนในตัวเดียวกัน มาใช้กับกับการก่อสร้างทางด่วนจตุโชติ-ลำลูกกา ในช่วงสร้างข้ามมอเตอร์เวย์ด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ได้นำมาใช้ในงานสัญญาที่ 3 โครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และประสบความสำเร็จอย่างดี ลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ และไม่ต้องยกขึ้นยกลงหลายครั้ง นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตไว้แล้ว เพื่อให้เมื่อถึงเวลาเริ่มงานก่อสร้างจะได้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ในส่วนของการวางคานขวางยาว (long Span) ข้ามมอเตอร์เวย์ M9 บริษัทฯ เคยผ่านงานนี้มาแล้ว ไม่มีอะไรน่ากังวล

นายสุเมธ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ตระหนักดีถึงความไว้วางใจที่ กทพ. มอบให้ จะทำงานทุกอย่างให้ได้มาตรฐาน ซึ่งบริษัทฯ ผ่านประสบการณ์การทำงานโครงการขนาดใหญ่มาเยอะมาก คิดว่าไม่น่ามีปัญหาใด และจะสามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จเร็วกว่าแผนตามเป้าหมายของ กทพ. อย่างไรก็ตามขอให้แยกเรื่องบริษัทฯ ขาดสภาพคล่องกับการทำงานออกจากกัน ขณะนี้สภาพคล่องบริษัทฯ เริ่มดีขึ้น ปัญหาต่างๆ เริ่มคลี่คลายแล้ว มั่นใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และไม่มีข้อกังวลใดๆ บริษัทฯ จะทำงานอย่างเต็มที่ ในปีนี้บริษัทมีโครงการในมือ(backlog) ประมาณ 7 หมื่นล้าน โดยเป็นงานต่อเนื่อง และงานใหม่ โครงการก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา วงเงิน 13,200 ล้านบาท ที่จะมีการลงนามสัญญาในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ และในอนาคตบริษัทยังมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆ ด้วย.



