สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ว่า การเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าออกไปเป็นเวลา 1 ปี ก่อให้เกิดการประท้วงทันที จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ก็เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากรัฐบาลและอุตสาหกรรมหลายแห่ง
สมาคมกาแฟเวียดนามออกแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจของอียู ถือเป็นการบรรเทาความกดดัน เนื่องจากกฎหมายยังคงมีความซับซ้อน และไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง “การเลื่อนมีความจำเป็นและสมเหตุสมผล” แม้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ราคากาแฟที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากบริษัทต่าง ๆ กักตุนสินค้าก่อนถึงกำหนดบังคับใช้กฎหมาย และยืนยันว่า เวียดนามให้ความจริงจังกับการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่ามาตลอด
รายของของ “โกบอล ฟอเรส วอตช์” ระบุว่า แม้การสูญเสียพื้นที่ป่าหลักของเวียดนาม ลดลงจากจำนวนจุดสูงสุดเมื่อปี 2559 แต่ยังคงมีการสูญเสียพื้นที่ประมาณ 16,500 เฮกตาร์ (ราว 103,125 ไร่) เมื่อปี 2566 โดยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นสาเหตุหลัก
Producers in Indonesia, Malaysia hail EU deforestation law delay – Regulations – The Jakarta Post #jakpost https://t.co/qS79VBzeHL pic.twitter.com/Is9gL4b2jj
— The Jakarta Post (@jakpost) October 3, 2024
ตามข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) การนำเข้าของอียูคิดเป็นร้อยละ 16 ของการตัดไม้ทำลายป่าที่เชื่อมโยงกับการค้าโลก เมื่อปี 2560 แต่หลังจากนำกฎหมายมาใช้ในปี 2566 ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ในการปกป้องธรรมชาติและสภาพอากาศ ผ่านการให้ผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ต้องรับรองว่าสินค้าของตนไม่ได้ผลิตบนผืนดินที่ถูกทำลายป่าหลังเดือน ธ.ค. 2563
ประเทศต่าง ๆ รวมถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย ต่างคัดค้านกฎใหม่นี้อย่างเปิดเผย และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อใกล้ถึงกำหนดการบังคับใช้ ในเดือน ธ.ค. นี้ ขณะที่บราซิลและสหรัฐ ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน
ด้านสภาปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย ยินดีกับข้อเสนอการเลื่อนกำหนดดังกล่าว นายเบลวินเดอร์ คัวร์ สรอน ประธานสภาปาล์มน้ำมันมาเลเซีย กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับธุรกิจทั้งหมด “มาเลเซียได้ให้หลักฐานอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ว่าวันที่บังคับใช้ 30 ธ.ค. 2567 นั้นทำไม่ได้ และระบบของอียูไม่พร้อม” สภาปาล์มน้ำมันมาเลเซีย ระบุในแถลงการณ์
ในอินโดนีเซีย สมาคมน้ำมันปาล์มชั้นนำของประเทศร่วมยินดีเช่นกัน นายเอ็ดดี มาร์โตโน ประธานสมาคม เรียกร้องให้อียูยอมรับมาตรฐานความยั่งยืนของอินโดนีเซีย และยอมรับความพยายามต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า
ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าส่งออกหลักอย่างหนึ่งของอินโดนีเซีย แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า โดยในปี 2566 พื้นที่ป่าถูกทำลายไปเกือบ 300,000 เฮกตาร์ (ราว 1.8 ล้านไร่) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงลดลงจากจุดสูงสุด เมื่อปี 2559
อย่างไรก็ดี นักสิ่งแวดล้อมจากอินโดนีเซียเตือนว่า ความล่าช้าของอียูในเรื่องนี้ อาจส่งผลให้มีการตัดไม้ทำลายป่าที่ไม่ได้รับการควบคุมมากขึ้น.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



