สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยกล่าวว่า “อัตราภาษี” คือ “คำศัพท์ซึ่งงดงามที่สุดในพจนานุกรม” และเจ้าตัวกล่าวตั้งแต่ช่วงหาเสียง ว่าสินค้านำเข้าทั้งหมดที่อเมริกาต้องใช้เงินทุนในการนำเข้ามากกว่าปีละ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 103.11 ล้านล้านบาท) “ต้องเผชิญกับอัตราภาษีอย่างไม่มีเงื่อนไข”


ทั้งนี้ ทรัมป์เคยใช้มาตรการกำแพงภาษีมาแล้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก ระหว่างปี 2560-2564 อย่างไรก็ดี ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบนโลก ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการกลับมาของทรัมป์ในครั้งนี้อย่างไรบ้าง


ทรัมป์ให้คำมั่นขึ้นภาษีในอัตราอย่างน้อย 10% กับสินค้าทุกประเภทที่จะมีการส่งออกมายังสหรัฐ ยกเว้นสินค้าของจีน ซึ่งจะเผชิญกับอัตราภาษีในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 60% โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ


ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่า จะขึ้นภาษียานยนต์ที่ส่งออกจากเม็กซิโก ในอัตราที่สูงถึง 200% หรือมากกว่านั้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐ

นอกจากนี้ ทรัมป์ประกาศว่า จีนและเม็กซิโกจะเผชิญกับอัตราภาษีเพิ่มเติมอีก หากไม่ช่วยเหลือสหรัฐ ในการยับยั้งเฟนทานิลไม่ให้หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐด้วย


อนึ่ง เมื่อรัฐบาลวอชิงตันกำหนดหรือเพิ่มกำแพงภาษี ผู้ประกอบการของสหรัฐคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเหล่านั้นให้กับรัฐบาลกลาง เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าสินค้า และการที่ระบบตุลาการ “ลังเล” ที่จะตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐในเรื่องนี้ ซึ่งสามารถประกาศได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรอสภาคองเกรส ทำให้หลายฝ่ายกังวลและตั้งคำถาม ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา ทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง


มีการวิเคราะห์ในเบื้องต้นโดยสมาคมการค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐ ว่าหากรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ใช้มาตรการขึ้นภาษี ในอัตราตามที่หาเสียงไว้จริง ผู้บริโภคในอเมริกาเสี่ยงที่จะสูญเสียอำนาจในการใช้จ่าย ปีละระหว่าง 46,000-78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.57-2.67 ล้านล้านบาท) เนื่องจากต้องซื้อของในราคาแพงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งจะตัดสินใจลดการใช้จ่าย เพื่อออมเงิน

ขณะเดียวกัน การตั้งกำแพงภาษีหรือขึ้นอัตราภาษีให้สูงกว่าเดิมอีก เสี่ยงที่จะทำให้ผู้ประกอบการของสหรัฐเผชิญกับมาตรการตอบโต้ ซึ่งก็จะเป็นการเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ ดังเช่นที่สหภาพยุโรป (อียู) เคยตั้งกำแพงภาษีตอบโต้การที่รัฐบาลทรัมป์ในเวลานั้น ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของยุโรป


แม้หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายเจรจาประนีประนอมร่วมกันได้ แต่หากเป็นกรณีของสหรัฐกับจีน จนถึงตอนนี้ต่างฝ่ายต่างยังคงใช้กำแพงภาษีตอบโต้กันอยู่ ซึ่งภาคเกษตรกรรมของสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างหนัก และท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ต้องอัดฉีดงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศสูงถึง 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 961,674 ล้านบาท)


ทั้งนี้ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คือหน่วยงานกลางระหว่างประเทศ ที่จะมีหน้าที่คลี่คลายและแก้ไขข้อพิพาททางการค้า อย่างไรก็ตาม ด้วยอิทธิพลของสหรัฐ นานาประเทศย่อมเลือกที่จะเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลวอชิงตันมากกว่า.

เครดิตภาพ : AFP