สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่าสำนักงานโคเปอร์นิคัสกล่าวว่า ปี 2567 น่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2393-2443 มากกว่า 1.55 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในปีนี้ยังไม่ถือเป็นการละเมิดความตกลงปารีส ฉบับปี 2558 ซึ่งกำหนดให้จำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และควรอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากการวัดดังกล่าวใช้เกณฑ์ “ทศวรรษ” และไม่ใช่อุณหภูมิรายปี
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ขีดจำกัดอุณหภูมิที่ปลอดภัยกว่า 1.5 องศาเซลเซียสนั้น กำลังหลุดลอยไปจากระดับสูงสุดอย่างรวดเร็ว ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิทุก ๆ 1 ใน 10 องศาเซลเซียน จะส่งผลกระทบที่เลวร้ายยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
2024 is ‘virtually certain’ to be hottest on record, finds @CopernicusECMWF
— Damian Carrington (@dpcarrington) November 7, 2024
– 2024 marks ‘a new milestone’ and should raise ambitions at #COP29 summit#ClimateCrisis
Story by @NiranjanAjit https://t.co/rVZvVBDlDq
เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่า การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในอัตราปัจจุบันจะส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3.1 องศาเซลเซียส ภายในศตวรรษนี้ ขณะที่คำมั่นสัญญาทั้งหมดในปัจจุบัน จะยังคงส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างเลวร้ายถึง 2.6 องศาเซลเซียส
รายงานโดยโคเปอร์นิคัส ระบุด้วยว่า ตลอดเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โลกเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนที่เลวร้าย รวมถึงฝนที่ตกมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วยุโรป และในบางส่วนของจีน, สหรัฐ, บราซิล และออสเตรเลีย ด้านสหรัฐยังคงประสบกับภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนั้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยเมื่อเดือนที่แล้ว ยังคงสูงเป็นสองเท่าจากตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “ช่วงเวลาปัจจุบันอาจเป็นยุคซึ่งโลกมีอุณหภูมิอบอุ่นที่สุดในรอบ 100,000 ปี เมื่อย้อนไปถึงยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด”.
เครดิตภาพ : AFP



