สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่านายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รองประธานาธิบดีด้านกิจการยุทธศาสตร์ กล่าวถึงการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่สอง เรียกร้องว่าที่ผู้นำสหรัฐแสดงให้โลกเห็น ว่าจะไม่ดำเนิน “นโยบายที่ผิดพลาด” แบบเดียวกับที่เกิดขึ้น ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรก


ทั้งนี้ ซารีฟขอให้ทรัมป์ “ทบทวน” การใช้นโยบาย “กดดันสูงสุด” กับอิหร่าน ที่เกิดขึ้นหลังทรัมป์เดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลเตหะรานอย่างหนัก หลังนำสหรัฐถอนตัวฝ่ายเดียวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เมื่อปี 2561 ซึ่งในเวลานั้น ซารีฟดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการเจรจา จนรัฐบาลเตหะรานบรรลุข้อตกลงดังกล่าวกับกลุ่มมหาอำนาจ เมื่อปี 2558


ขณะที่อิหร่านตอบโต้ ด้วยการกลับมาเดินหน้าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ให้มีความบริสุทธิ์สูงสุด 60% ซึ่งอีก 30% จะถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของการนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ คือ 90%


แม้ตลอดระยะเวลาที่สหรัฐยังเป็นภาคีของข้อตกลง อิหร่านยังคงเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แต่มีระดับความบริสุทธิ์เพียง 3.5%


นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเป็นผู้สั่งการให้กองทัพสหรัฐ ลอบสังหารพล.ต.กัสเซ็ม สุไลมานี หนึ่งในทหารอาวุโสนายสำคัญของกองกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี ) เมื่อปี 2563 ด้วย


ด้านทรัมป์กล่าวถึงอิหร่าน ในวันได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่าไม่เคยมีแนวคิด “ทำลายล้าง” อิหร่าน และนโยบายของเขาที่มีต่ออีกฝ่ายนั้น “ง่ายมาก”นั่นคือ อิหร่าน “ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม “เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล” รายงานว่า ทรัมป์เตรียมกลับมายกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีก และจะขยายขอบเขตไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันของอีกฝ่ายด้วย.

เครดิตภาพ : AFP