เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 115/2567 กรณีการฟอกเงินทางอาญาของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ได้นำหมายค้นและหมายจับ เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.บ้านพักของนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ย่านถนนพรานนก-พุทธมณฑล แขวงบางพรหม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และ 2.บ้านพักของนางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ แม่ของนายสามารถ ในซอยพญานาค เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

จากการตรวจค้นนั้น พนักงานสอบสวนพบเอกสารที่มีการระบุวันที่ 12 พ.ย. 67 จัดทำขึ้นโดยทนายรายหนึ่ง อ้างว่าจัดทำขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เนื้อหาภายในเอกสารระบุใจความได้ว่า เป็นการขอให้ยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลการโอนเงินให้กับนางวิลาวัลย์ (มารดานายสามารถ) โดยเนื้อหาในรายละเอียดแจ้งถึงการรับโอนเงินรวม 2,239,999 บาท จำนวน 12 ครั้ง ซึ่งชี้แจงว่าเป็นการกู้ยืมเงิน และนายสามารถชำระคืนเป็นเงินสดแล้ว อีกทั้งบางรายการแจ้งว่าเป็นเงินที่ฝากไปทำบุญ บางรายการแจ้งว่าเป็นการกู้ยืมเงิน บางรายการทำบุญทอดกฐิน รวมถึงยังมีหนังสือเอกสารว่า ขอบคุณมารดาของนายสามารถ ที่ได้กู้ยืมเงินและได้คืนหมดแล้ว ทั้งนี้ พฤติการณ์ภายในเอกสารดังกล่าว บ่งบอกถึงความเท็จหลายประการ

รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า พฤติการณ์ภายในเอกสารดังกล่าว บ่งบอกถึงความเท็จหลายประการ ดังนี้ 1.การยืมเงินเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีมาโดยตลอดทุกครั้ง แต่เหตุใดในการคืนเงินนั้น นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล จึงรับว่า ได้รับเงินคืนเป็นเงินสดครบถ้วน ซึ่งพนักงานสอบสวนมองว่าไม่ใช่ปกติของวิญญูชน 2.การทำบุญหลักแสนบาท ย่อมต้องมีใบอนุโมทนาบัตรเป็นธรรมดาที่ต้องใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เงินทำบุญถ้าอ้างไปถึงวัดใดแล้วย่อมจะเป็นพยานหลักฐานในการมัดตัวให้แน่นหนาขึ้น 3.เอกสารดังกล่าว คาดเป็นการจัดทำโดยบุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย อาจพยายามหาช่องทางในการช่วยซ่อนเร้นความจริงที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด โดยมีเจตนาช่วยเหลือผู้กระทำผิดไว้เป็นการล่วงหน้า มีการติ๊กเครื่องหมายให้บอสพอล ลงชื่อในจุดต่าง ๆ ที่ต้องการ ซึ่งย่อมไม่ใช่เอกสารที่แสดงเจตจำนงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่น่าจะเป็นเรื่องของบุคคลดังกล่าว ต้องการช่วยเหลือลูกความมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง อันไม่ใช่หน้าที่ของทนายความ

รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ในเอกสารนี้ คณะพนักงานสอบสวนยังเชื่อว่ามิใช่เอกสารของ นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ “บอสพอล” เป็นผู้จัดทำขึ้น แต่อาจเป็นเอกสารที่บุคคลและคณะบุคคลร่วมกันในการจัดทำขึ้นอันเป็นเท็จ เพื่อจะช่วยเหลือผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษ ตามมาตรา 189 ซึ่งถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และประพฤติผิดในจรรยาบรรณทนายความ อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งอาจจะมีความคล้ายกับกรณีคดี “แอม ไซยาไนต์” ที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกทนายความในคดีถึง 2 ปี ก็เป็นได้.