สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่สอง ในวันที่ 20 ม.ค. นี้ ประกาศว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีสินค้าจากจีน 10% เพื่อกระตุ้นรัฐบาลปักกิ่งดำเนินการมากขึ้น ในการหยุดยั้งการไหลเวียนของเฟนทานิลจากจีน ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหายาเสพติดในสหรัฐ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่า จะเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าจีนเกิน 60% ในช่วงหาเสียง

เมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ “โกลบอล ไทม์ส” หนึ่งในสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน เสนอรายงานยกย่องบริษัทแอปเปิล, เทสลา, สตาร์บัคส์ และเอชพี สำหรับความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับพันธมิตรในจีน

“นักการเมืองของสหรัฐจำเป็นต้องใส่ใจ และเคารพความเต็มใจของธุรกิจในประเทศ ที่ต้องการร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยปรับแต่งสภาพแวดล้อมทางนโยบายให้เหมาะสมกับองค์กร” บทความของหนังสือพิมพ์ระบุ

ขณะที่รายงานโดย “ไชนา เดลี” ระบุว่า เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัทมอร์แกน สแตนลีย์ของสหรัฐ ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ให้ขยายการดำเนินงานในจีน ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของมอร์แกน สแตนลีย์ ที่จะขยายการลงทุนในจีน

ระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก จีนขู่ว่าจะห้ามบริษัทสหรัฐนำเข้า ส่งออก และเข้ามาลงทุนในประเทศ รวมถึงสร้าง “รายชื่อนิติบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่บริษัทของอเมริกา เช่น แอปเปิล, ซิสโกซิสเต็มส์ และควอลคอมม์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งยังไม่เคยดำเนินการตามคำขู่นั้น และจนถึงปัจจุบัน บัญชีรายชื่อดังกล่าวมีเพียงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการขายอาวุธให้กับไต้หวัน

มากไปกว่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ทางการจีนยังไม่ค่อยให้ความเห็นเกี่ยวกับสงครามการค้าอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าอีก 10% ที่ทรัมป์เพิ่งประกาศ แม้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ออกแถลงการณ์เตือน ว่า “จะไม่มีใครชนะในสงครามการค้า”

ด้านผลสำรวจของหอการค้าอเมริกันในเมืองเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า บริษัทในสหรัฐเพียง 47% เท่านั้น ที่มีแนวโน้มเชิงบวกต่อธุรกิจในจีน ภายในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES