นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด กล่าวว่า แอสเซนด์ บิท มุ่งมั่นที่จะนำคนไทยหลายสิบล้านคนเข้าสู่โลกบล็อกเชนสาธารณะ เพื่อเข้าถึงสินทรัพย์จากโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนเชน (tokenized real-world assets) โดยหนึ่งในสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์สูงในด้านการเข้าถึงง่ายและความโปร่งใสจากการแปลเป็นโทเคน คือ คาร์บอนเครดิต
ด้วยความร่วมมือกับ Carbonmark ได้เปิดให้ผู้ใช้งานทรูมันนี่ได้เลือกสนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย โดยใช้เงินในบัญชีซื้อโทเคนคาร์บอนเครดิตและทำการรีไทร์คาร์บอนเพื่อให้ตัวผู้ใช้งานได้เป็นกลางทางคาร์บอนในช่วงเวลาที่กำหนด โดยระบบจะเรียกซื้อและทำการเบิร์นโทเคนคาร์บอนในจำนวนกิโลกรัมที่กำหนด บนเชน Polygon และเก็บใบรับรองการรีไทร์คาร์บอนครั้งนี้ในรูปแบบ NFT ไว้ในแอดเดรสผู้ใช้งานแต่ละคน

โดยวิธีการชดเชยคาร์บอนนี้ไม่เพียงแต่เร็วและโปร่งใสกว่าเดิม แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่ารายการชดเชยคาร์บอนอื่นๆที่มีให้บริการในประเทศไทยถึง 3-10 เท่า ในการชดเชยคาร์บอนต่อ 1 ตัน (tCO2) ดังนั้น ด้วยบริการนี้เรากำลังเพิ่มพลังให้กับผู้คนในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมกันนิยามบทบาทใหม่ของเทคโนโลยีในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน
ด้าน Andrew Bonneau กรรมการผู้จัดการ Carbonmark กล่าวเสริมว่า เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับแอสเซนด์ บิท เพื่อนำเสนอโอกาสในการลดโลกร้อนให้เข้าถึงผู้ใช้งานหลายล้านคนในประเทศไทยผ่านแอปทรูมันนี่ฯ การร่วมมือนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตนเอง โดยร่วมสนับสนุนโครงการสำคัญต่างๆ เช่น การฟื้นฟูป่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในด้านสังคมและเศรษฐกิจ เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกการซื้อคาร์บอนเครดิตเป็นการส่งเสริมธรรมชาติ และส่งผลต่อโลกที่ดีขึ้นโดยตรง ช่วยให้ผู้คนสามารถเลือกใช้ชีวิตประจำวัน ให้สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
“ความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวสำคัญ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ผู้ใช้งานสามารถเลือกแพ็กเกจการชดเชยได้หลากหลายรูปแบบ (7, 30 หรือ 90 วัน) และมั่นใจได้ว่าคาร์บอนเครดิตที่ซื้อผ่านแอปทรูมันนี่ฯ ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งแอสเซนด์ บิท และ Carbonmark พร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตโลกร้อน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตของโลก”



