ทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การศึกษาชิ้นล่าสุดแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มอันน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการพูดถึงการฆาตกรรม หรือการสังหารในภาพยนตร์ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านม แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยแต่ก็นับว่ามีความสำคัญทางสถิติ โดยผลการวิจัยชี้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพยนตร์แนวอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังพบในภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย

“สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ การเพิ่มขึ้นที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภาพยนตร์ประเภทอาชญากรรมที่มีความรุนแรงอย่างที่ทุกคนคิดเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาชญากรรมด้วย” ‘ศาสตราจารย์แบรด บุชแมน’ จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต สหรัฐอเมริกา หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวย้ำ

ทีมวิจัยเชื่อว่าการพูดถึงความรุนแรงในภาพยนตร์ที่บ่อยขึ้น อาจบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการนำเสนอเนื้อหารุนแรงในวงการภาพยนตร์ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจยังขาดความสามารถในการวิเคราะห์และกรองข้อมูล

จากผลการวิจัยดังกล่าว พวกเขาจึงแนะนำให้ผู้คนโดยเฉพาะเด็กๆ ฝึกฝนทักษะการบริโภคสื่ออย่างมีสติและรู้เท่าทัน เพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการรับชมเนื้อหารุนแรง

บุชแมน กล่าวต่อไปว่า คำถามที่ว่า ‘ความรุนแรงบนหน้าจอมีผลกระทบต่อผู้ชมอย่างไร?’ ถือเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่องในแวดวงวิชาการและสังคม การศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่สัมผัสกับสื่อที่มีความรุนแรง เช่น โทรทัศน์หรือวิดีโอเกม อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น รวมถึงมีอาการต่อต้านสังคมและความเครียดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในปี 2020 เผยให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมรุนแรงกับการเล่นวิดีโอเกมที่มีความรุนแรงนั้นค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า ผลกระทบจากการรับชมภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงต่อพฤติกรรมในชีวิตจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ความเสี่ยงที่ผู้ชมจะมีต่อความรุนแรงอยู่แล้ว

สำหรับการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร JAMA Pediatrics โดยทีมวิจัยของ บุชแมน ได้ใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์ OpenSubtitles.org เพื่อวิเคราะห์บทสนทนาจากภาพยนตร์ภาษาอังกฤษจำนวน 166,534 เรื่องที่ผลิตระหว่างปี 1970 ถึง 2020 โดยเน้นคำกริยาที่มีรากศัพท์ว่า ‘ฆ่า’ หรือ ‘ฆาตกรรม’ ผลการศึกษาพบว่า 7% ของภาพยนตร์ที่วิเคราะห์มีคำกริยาดังกล่าวในบทสนทนา

โดยได้พิจารณาความหมายเชิงรุกของคำกริยาเหล่านี้ โดยตัดกรณีที่ใช้ในรูปประโยคคำถาม การปฏิเสธ หรือบริบทที่ไม่ได้แสดงการกระทำออกไป จากนั้นจึงคำนวณเปอร์เซ็นต์การใช้คำกริยาเหล่านี้ในบทสนทนาของภาพยนตร์แต่ละปี พบว่าการใช้คำกริยาเกี่ยวกับการฆาตกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในช่วงปี 1970 คำกริยาเพียง 0.21% ของบทสนทนาในภาพยนตร์มีรากศัพท์ว่า ‘ฆ่า’ หรือ ‘ฆาตกรรม’ แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 0.37% ในปี 2020 แนวโน้มนี้พบได้ทั้งในตัวละครชายและหญิง อย่างไรก็ตาม ในภาพยนตร์ทั่วไป ตัวละครหญิงเพิ่งเริ่มมีการใช้คำกริยาที่สื่อถึงการฆาตกรรมเพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทของภาพยนตร์ ทีมวิจัยพบว่าการใช้คำกริยาเหล่านี้เพิ่มขึ้นในทั้งภาพยนตร์อาชญากรรมและภาพยนตร์ทั่วไป ผลการศึกษายังสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าการแสดงความรุนแรงด้วยอาวุธปืนในภาพยนตร์ยอดนิยมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตั้งแต่ปี 1950

ไม่เพียงเท่านี้ บุชแมน ยังให้ความเห็นถึงความกังวลต่อแนวโน้มดังกล่าว โดยชี้ว่าการรับชมสื่อที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลสะสมและหล่อหลอมมุมมองของผู้ชมต่อโลกในระยะยาว การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในบทสนทนาและภาพยนตร์ไม่เพียงสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นสิ่งที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสังคมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรับชมสื่อที่มีความรุนแรงจะถือเป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งหลายคนมองว่าสื่อเหล่านี้ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมของผู้ชม โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าวและลดความอ่อนไหวต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่น และการเสพสื่อที่มีความรุนแรงอาจหล่อหลอมให้ผู้ชมมองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในสังคม ทว่านักวิจัยบางส่วนกลับมองต่างออกไป

ดังที่ ‘ปีเตอร์ เอตเชลส์’ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบาธสปา สหราชอาณาจักร ได้เสนอความเห็นว่า การศึกษาเกี่ยวกับการใช้คำกริยาที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมในภาพยนตร์ แม้จะน่าสนใจ แต่กลับมีข้อจำกัดในแง่ของการนำเสนอข้อมูล

เอตเชลส์ กล่าวว่า การนับจำนวนคำที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมโดยปราศจากการพิจารณาบริบทที่ชัดเจนอาจเป็นการตีความที่เกินจริง เขาตั้งข้อสังเกตว่าการใช้คำเหล่านี้ในบทสนทนาอาจมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย เช่น การสะท้อนเนื้อหาทางศิลปะ การสร้างความเข้มข้นให้กับเรื่องราว หรือแม้แต่การสื่อความหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงโดยตรง

“การที่เรานับจำนวนคำที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมโดยไม่มีบริบทใดๆ หรือการอ้างอิงถึงประเด็นที่ชัดเจนในแง่ของสุขภาพจิตและพฤติกรรม อาจไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าแก่ความกังวล” เอตเชลส์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การวิจัยลักษณะนี้ควรมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงผลกระทบเชิงลึกมากกว่าการวิเคราะห์เพียงผิวเผิน

ทั้งนี้ แม้จะมีมุมมองที่แตกต่าง การอภิปรายเกี่ยวกับความรุนแรงในสื่อยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากส่งผลต่อทั้งสังคมและการพัฒนานโยบายในการควบคุมเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ชมในระยะยาว การศึกษาเชิงลึกและการนำเสนอมุมมองที่หลากหลายจึงเป็นกลไกสำคัญในการทำความเข้าใจถึงผลกระทบของสื่อเหล่านี้อย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก: The Guardian