แต่ละลีกจะมีค่าสัมประสิทธิ์ตามผลงานของทีมในยุโรป ค่าดังกล่าวมาจากผลการแข่งขัน ชนะได้ 2 แต้ม และเสมอได้ 1 แต้ม

คะแนนที่ได้จากจากลีกในประเทศเดียวกัน จะถูกบวกและหารด้วยจำนวนสโมสรที่ลีกมีในยุโรป

เช่น หากพรีเมียร์ลีกมี 100 แต้ม ก็จะถูกหารโดยจำนวนทีมที่เล่นในยุโรป (7) และทำให้อังกฤษมีค่าสัมประสิทธิ์ 14.28

ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์กับลีกที่มีหลายทีมแข่งขัน เช่น เยอรมนี และอิตาลี

ประเทศที่จบ 2 อันดับแรกของตารางสัมประสิทธิ์ จะได้รับโควตาแชมเปี้ยนส์ลีก เพิ่มขึ้น

ปกติในพรีเมียร์ลีก ได้โควตาเข้ารอบ 4 ทีม ดังนั้นตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาจะตกเป็นของทีมอันดับ 5

ฤดูกาลที่แล้ว โบโลญญา และ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ซึ่งจบอันดับที่ 5 ในเซเรีย อา และบุนเดสลีกา เป็นทีมที่ได้ตั๋วดังกล่าวเข้ามา

และจนถึงวันที่ 26 ม.ค. อังกฤษ นำจ่าฝูงตารางสัมประสิทธิ์ ดังนี้ (Opta ระบุว่ามีโอกาส 98% ที่พรีเมียร์ลีกจะได้ตำแหน่งเพิ่มในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า)

  1. อังกฤษ – แต้ม 100 เฉลี่ย : 14.34
  2. อิตาลี – แต้ม: 88 เฉลี่ย : 11.05
  3. สเปน – แต้ม: 82 เฉลี่ย : 11.77
  4. ฝรั่งเศส – แต้ม : 66 เฉลี่ย : 10.94
  5. เยอรมนี – คะแนน: 79 เฉลี่ย : 9.88

แล้วในกรณีที่แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่อยู่ใน 5 อันดับแรก

มีโอกาสที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่ทีมแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ผ่านเข้ารอบตามโควตาปกติ เช่นเดียวกับ เชลซี ในปี 2011-12

ครั้งนั้น เชลซี จบอันดับ 6 ในพรีเมียร์ลีก แต่ได้แชมป์ยุโรป ทำให้ ทอตแนม อันดับ 4 อดไปเล่น เนื่องจากจำกัดแค่ 4 สโมสรจากประเทศเดียว

อย่างไรก็ดีตอนนี้ ถ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์ยุโรปในฤดูกาลนี้ แต่จบนอกเหนือ 5 อันดับแรก พวกเขาจะได้เข้ารอบร่วมกับทีมที่ผ่านเข้ารอบมาแบบปกติ

หมายความว่าตามทฤษฎีแล้ว พรีเมียร์ลีกอาจมีถึงทีม 7 ทีม ในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า ได้แก่ 5 อันดับแรกในตาราง บวกกับแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้าลีก