ปัจจุบัน วัยรุ่นจำนวนมากต้องเผชิญกับความกดดันและความท้าท้ายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การวางแผนอนาคต การสร้างความสำเร็จ หรือแม้แต่การรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง
ข้อมูลจาก CNN Health สหรัฐอเมริกา ระบุว่า จากการสำรวจของศูนย์เพื่อการเติบโตทางดิจิทัลแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วาร์ด (Harvard Graduate School of Education’s Center for Digital Thriving) ร่วมกับมหาวิทยาลัยอินเดียนา และ Common Sense Media พบว่า 81% ของวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี กำลังรู้สึกกดดันจากเรื่องเหล่านี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพวกเขาในหลายด้าน ทั้งเรื่องแผนชีวิต ความสำเร็จ ภาพลักษณ์ ชีวิตทางสังคม มิตรภาพ และความเข้าใจในประเด็นต่างๆ
แรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้มาจากที่ไหนไกล แต่มาจากคนรอบข้าง ทั้งพ่อแม่ ครู ผู้ใหญ่ รวมถึงตัวพวกเขาเอง นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เพิ่มระดับความกดดันให้กับวัยรุ่น แม้ว่าผู้คนบางส่วนจะมองว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายความกดดันได้บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องทางดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวล
ภาวะหมดไฟในวัยรุ่น
จากผลการสำรวจในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 พบว่า 27% ของวัยรุ่นที่เข้าร่วมการสำรวจยอมรับว่าตนเองกำลังประสบกับภาวะหมดไฟ
‘เอมิลี่ ไวน์สตีน’ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการเติบโตทางดิจิทัลและผู้เขียนวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากวัยรุ่นจำนวนมากมักรู้สึกหมดไฟในช่วงที่มีการสอบไฟนอลหรือช่วงที่มีแรงกดดันสูง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัตราภาวะหมดไฟอาจสูงกว่าปกติ การสำรวจฉบับดังกล่าวเก็บข้อมูลจากวัยรุ่น อายุ 13-17 ปี จำนวน 1,545 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ ± 3 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ การสำรวจอีกฉบับที่เผยแพร่ในวันเดียวกันโดย Gallup และมูลนิธิ Walton Family Foundation พบว่า 33% ของเด็กอายุ 10-18 ปี รู้สึกว่าตนเองต้องสมบูรณ์แบบ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะประสบกับความเครียด ความวิตกกังวล และความเศร้ามากกว่าเด็กกลุ่มอื่น
แรงกดดันจากผู้ใหญ่
แรงกดดันจากผู้ใหญ่ในสังคมปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของวัยรุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือแม้แต่โค้ช ล้วนมีส่วนในการสร้างความกดดันเหล่านี้ แม้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้มีเจตนาที่จะทำเช่นนั้นก็ตาม
‘เจนนิเฟอร์ เบรเฮนี วอลเลซ’ ผู้เขียนหนังสือ ‘Never Enough: When Achievement Culture Becomes Toxic — and What We Can Do About It’ กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่พ่อแม่ผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น ว่านั่นคือความต้องการที่จะเพิ่มโอกาสให้ลูกได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคนรุ่นมิลเลนเนียลและคนรุ่นก่อนๆ ในช่วงวัยเดียวกัน โดยคนรุ่นมิลเลนเนียลมีรายได้และทรัพย์สินน้อยกว่า ทำให้พ่อแม่ในยุคปัจจุบันรู้สึกกดดันอย่างมากในการเตรียมความพร้อมให้ลูกเผชิญหน้ากับโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การกดดันที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นได้
ด้าน ‘เมลิสซา กรีนเบิร์ก’ นักจิตวิทยาคลินิกจากศูนย์ Princeton Psychotherapy Center กล่าวว่า วัยรุ่นที่เชื่อว่าคุณค่าของตนเองขึ้นอยู่กับความสำเร็จ มักมีปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความสมบูรณ์แบบนิยม ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
การสร้าง ‘ความหมาย’ ในชีวิต
‘วอลเลซ แลมเบิร์ต’ นักจิตวิทยาชาวแคนาดาและศาสตราจารย์ในแผนกจิตวิทยาที่ มหาวิทยาลัย McGill แนะนำว่า การใช้ชีวิตอย่างมี ‘ความหมาย’ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพจิตที่แข็งแรง การที่เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะความสำเร็จ แต่เป็นเพราะตัวตนของพวกเขาเอง จะช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่ดี
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับคำแนะนำของเมลิสซา กรีนเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูบุตร ที่แนะนำให้พ่อแม่เปลี่ยนคำถามที่ถามลูกหลังเลิกเรียน จากที่เดิมทีมักถามว่า “วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง ทำได้ข้อสอบได้ไหม?” ให้เปลี่ยนเป็น “วันนี้เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม ที่โรงเรียนสนุกหรือเปล่า?” แทน
การเปลี่ยนแปลเช่นนี้จะช่วยสื่อสารให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และความรู้สึกของพวกเขามากกว่าผลการเรียน ซึ่งจะช่วยลดความกดดันและส่งเสริมให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในสายตาพ่อแม่
นอกจากนี้ การให้เด็กมีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในครอบครัวและสังคมก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้าง ‘ความหมาย’ ในชีวิตให้กับพวกเขาได้ วอลเลซอธิบายว่า การทำกิจกรรมอาสาสมัครเป็นตัวอย่างที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการทำด้วยใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม มากกว่าการทำเพียงเพื่อสะสมชั่วโมงกิจกรรม การทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็กสัมผัสได้ถึงคุณค่าและความสำคัญของตนเองในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น
การบ่มเพาะให้เด็กสร้างสมดุลในชีวิต
แม้ว่าพ่อแม่หลายคนจะพยายามบอกให้ลูกๆ ผ่อนคลายและไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป แต่วัยรุ่นบางคนยังคงรู้สึกว่าพวกเขาต้องแข่งขันเพราะพวกเขาได้รับอิทธิพลจากเพื่อนและสังคม
“พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่สนุกสนานร่วมกัน เช่น การรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน หรือการออกไปเที่ยวธรรมชาติ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียดเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหันไปพึ่งพาวิธีที่ไม่เหมาะสมในการจัดการกับความเครียด อย่างการใช้สารเสพติด” กรีนเบิร์ก ย้ำ
เธอกล่าวต่อไปว่า พ่อแม่ควรใส่ใจและสังเกตพฤติกรรมของลูก หากพบว่าลูกๆ กำลังขมักเขม้นกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป เช่น การลงเรียนพิเศษเพิ่มทั้งๆ ที่ตารางเรียนเดิมแน่นอยู่แล้ว พ่อแม่อาจเข้าไปช่วยจัดการและเสนอทางเลือกอื่นๆ ให้ เช่น การเรียนในช่วงฤดูร้อนแทน
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตให้สมดุล เพราะเด็กๆ มักจะซึมซับแนวคิดและค่านิยมจากสิ่งที่พวกเขาเห็นรอบตัว การดูแลสุขภาพจิตและร่างกายของตัวเองเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้วัยรุ่นเข้าใจว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป การมีชีวิตที่สมดุลจะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จที่แท้จริง



