วันที่ 11 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนกองทุนใหม่ หรือเรียกว่ากองทุน “Thai ESG Extra” หรือ Thai ESGX ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี โดยที่มาของเงิน แบ่งออกเป็น
- วงเงินลดหย่อนที่ 1 สำหรับเงินใหม่ เฉพาะปี 2568 ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท เปิดให้ลงทุนได้ 2 เดือน คาดว่า 1 พ.ค.-30 มิ.ย. 2568 เพื่อกระตุ้นให้มีเงินใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่มโดยเร็ว มีระยะเวลาถือครอง 5 ปี
- วงเงินลดหย่อนที่ 2 เปิดให้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เก่ารวม 5 ปี ไม่เกิน 500,000 บาท โดยปีนี้ให้ถือเป็นปีที่ 1 สูงสุด 300,000 บาท ในช่วงเวลา 2 เดือนเดียวกับวงที่ 1 คาดว่า 1 พ.ค.-30 มิ.ย. 2568 ส่วนปีที่ 2-5 ให้สูงสุดปีละ 50,000 บาท มีระยะเวลาถือครอง 5 ปี โดยเงินลงทุนส่วนที่เกิน 500,000 บาททั้งหมดต้องถือครอง 5 ปีด้วย
นอกจากนี้ ในปี 2568 ผู้ลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี ก็ยังสามารถลงทุนในกองทุน Thai ESG เดิมได้อีก โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมวงเงินลดหย่อนทั้ง 3 วง สามารถลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 900,000 บาท ในปี 2568
“ปัจจุบันสถานการณ์ในตลาดหุ้นทั่วโลก ถือว่ามีความผันผวนมาก จากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการปรับขึ้นภาษีกับคู่ค้า ล่าสุดในสหรัฐ ตลาดหุ้นก็ลดลงมาก ทั้งดัชนี Nasdaq และดาวน์โจนส์ ส่วนดัชนีหุ้นปรับตัวลดลง โดยหุ้นไทยเคยลงมาอยู่ในระดับต่ำประมาณ 1,200 จุด ตอนนั้นเราทำกองทุนวายุกภักษ์ ก็สามารถดึงดัชนีขึ้นไปได้ที่ประมาณ 1,400 จุด ก่อนจะปรับลดลงมาที่ระดับ 1,200 จุด และได้รับผลกระทบจากข่าวสารภายนอก รัฐบาลมีแนวคิดว่าในกองทุน ESG มีการเลือกหุ้นที่ดีมีอนาคต การเติบโตที่ยั่งยืน และมีการลงทุนในเทคโนโลยี ซึ่งถือว่ามีโอกาสเติบโตในอนาคต เมื่อมีความชัดเจนเรื่องนโยบายนี้ ก็เชื่อว่าจะสามารถชะลอแรงขายของดัชนีหุ้นลงได้”



