สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ว่า จากการที่สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมขึ้นภาษีสินค้าของสหรัฐในอัตรา 25% โดยจะแบ่งออกเป็นสองช่วง ระยะแรกเริ่มวันที่ 1 เม.ย. และระยะที่สองเริ่มวันที่ 13 เม.ย. ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของอีกฝ่าย เป็นมูลค่ารวมราว 26,000 ล้านยูโร (ราว 950,612 ล้านบาท) เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลวอชิงตันขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25%


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก และกล่าวว่า หากไม่มีการยกเลิกกำแพงภาษีดังกล่าวโดยทันที รัฐบาลวอชิงตันจะขึ้นภาษีไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของฝรั่งเศส ตลอดจนอีกหลายประเทศสมาชิกอียู ในอัตรา 200%


ด้านสหพันธ์ผู้ส่งออกไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของฝรั่งเศส (เอฟอีวีเอส) ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจ และตำหนิคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู ที่ทำให้สมาชิกต้องตกเป็นเป้าหมายของประธานาธิบดีสหรัฐ


ขณะที่มีการคาดการณ์ว่า หากทรัมป์สั่งบังคับใช้กำแพงภาษี 200% จริง ราคาไวน์ของยุโรปอาจแพงขึ้นสามเท่า อาทิ จากขวดละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,020.20 บาท) กลายเป็น 180 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,060.60 บาท)


ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ระบุว่า มูลค่าการส่งออกไวน์และแชมเปญของยุโรปไปยังสหรัฐ อยู่ที่เกือบ 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 175,084 ล้านบาท) เมื่อปี 2566.

เครดิตภาพ : AFP