สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่า นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนและไทยร่วมมือกัน ในฐานะสองประเทศซึ่งมีอำนาจอธิปไตย ในการปราบปรามการลักลอบขนคนเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามพรมแดนอื่น ซึ่งสอดคล้องตามกฎหมายภายในของสองประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติทั่วไป สหรัฐไม่มีสิทธิแทรกแซงความร่วมมือดังกล่าว
ทั้งนี้ นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อไทย ด้วยการนโยบายจำกัดวีซ่า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปยังจีน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เป็นเจ้าหน้าที่ระดับใด และมีกี่คน
เหมากล่าวว่า พลเมืองจีนทั้ง 40 คน ถูกล่อลวงให้เดินทางข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย และติดค้างอยู่ในไทยมานานกว่าสิบปี รัฐบาลจีนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการคุ้มครองพลเมืองของตน ช่วยให้พวกเขาได้กลับไปพบครอบครัว และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง
#FMsays Foreign Ministry spokeswoman Mao Ning said that the United States has no right to interfere in the cooperation between China and Thailand to combat cross-border crimes, which aligns with their domestic laws, international norms, and international practices, after the US… pic.twitter.com/aEWIkJVxdh
— China Daily (@ChinaDaily) March 17, 2025
การทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองนั้น สะท้อนว่าสหรัฐใช้สองมาตรฐานและพยายามกดดันประเทศอื่น โดยเหมายกตัวอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ ส่งตัวบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองของตัวเองมากกว่า 270,000 คน กลับไปยัง 192 ประเทศ เมื่อปี 2567 ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2557
จีนขอประณามการทำลายชื่อเสียง และมาตรการคว่ำบาตรที่ผิดกฎหมายต่อจีนและไทย และคัดค้านอย่างหนักต่อการที่สหรัฐบิดเบือนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับซินเจียง ด้วยข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน แทรกแซงกิจการภายในของจีน และขัดขวางความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : AFP



