วันที่ 19 มี.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรณ์ กังสดารพร อาจารย์หลักสูตรผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง บทเริ่มต้นของความยั่งยืน ที่เป็นรากฐานของธุรกิจในโลกยุคใหม่ ว่า ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดเกี่ยวกับ “ความยั่งยืน” กลายเป็นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ในโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่แนวคิดในเชิงอุดมคติ แต่คือแกนหลักที่กำหนดอนาคตขององค์กร ท่ามกลางวิกฤตมากมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร และความต้องการความยุติธรรมทางสังคม
แนวคิด “Triple Bottom Line” (TBL) จึงถูกนำมาใช้เป็นกรอบสำคัญสำหรับการสร้างสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ (Profit), สังคม (People) และ สิ่งแวดล้อม (Planet) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ เศรษฐกิจ (Profit) ผลกำไรที่มากกว่าตัวเลข คือ ในยุคปัจจุบัน ความสำเร็จทางธุรกิจไม่ได้วัดเพียงแค่ตัวเลขผลกำไร แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยองค์กรที่สามารถสร้างกำไรไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิล หรือเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเชื่อมั่นและความภักดีในแบรนด์ แต่ยังสร้างโอกาสในการขยายตลาดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
สังคม (People) ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าของมนุษย์ คือ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มุ่งเน้นแค่ผลกำไร แต่ยังต้องสร้างแรงผลักดันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ตั้งแต่พนักงานไปจนถึงชุมชนโดยรอบ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดโอกาสให้เกิดความหลากหลาย การสนับสนุนความเท่าเทียม และการลงทุนในโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาทักษะอาชีพหรือการสนับสนุนการศึกษา ไม่เพียงจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในฐานะพันธมิตรที่สำคัญต่อสังคม
สิ่งแวดล้อม (Planet) ธุรกิจที่ดูแลโลกใบนี้ คือ ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง ธุรกิจที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะถูกมองข้าม องค์กรที่นำแนวทางยั่งยืนมาใช้ เช่น การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการรีไซเคิล จะไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในสายตาผู้บริโภค
ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบต่อโลก แต่คือโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับองค์กรและสังคม การผสานแนวคิดนี้เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมนำพาธุรกิจสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว สุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนคือรากฐานสำคัญของธุรกิจที่ช่วยสร้างโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป และเป็นเรื่องราวที่ทุกองค์กรสามารถร่วมกันเขียนได้ในทุกๆ วัน การเป็นผู้นำแห่งความยั่งยืน แรงบันดาลใจและการปฏิบัติผู้นำแห่งความยั่งยืนคือผู้ที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ โดยมีคุณลักษณะสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ดังนี้
1.วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน : ผู้นำที่มีเป้าหมายชัดเจนจะสามารถกำหนดเส้นทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน เช่น การลดการใช้พลาสติก การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคม หรือการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ การสื่อสารเป้าหมายอย่างชัดเจนและมั่นคงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ทีมงานร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่น การตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและปลูกฝังความภาคภูมิใจให้กับพนักงานในบทบาทของพวกเขา
2.จริยธรรมและความรับผิดชอบ : การตัดสินใจที่ยึดหลักจริยธรรมและความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยผู้นำที่ยืนหยัดในความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบจะแสดงออกถึงความตั้งใจจริงในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ในขณะที่การนำที่ขับเคลื่อนด้วยจริยธรรมไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงาน แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรในภาพรวม รวมถึงจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมงานยึดมั่นในมาตรฐานจริยธรรมที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความร่วมมือภายในที่แข็งแกร่ง พร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้าและคู่ค้า
3.การปรับตัวอย่างรวดเร็ว : ความสามารถในการปรับตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรคงอยู่และเติบโต ผู้นำที่มีความยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลงจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตรวจสอบและลดการใช้พลังงานในโรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ความเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ความยืดหยุ่นนี้ไม่เพียงช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา แต่ยังสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันและเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
4.การสร้างแรงบันดาลใจ : ผู้นำที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จด้านความยั่งยืน เช่น โครงการลดการปล่อยคาร์บอน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดขยะ ไม่เพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร แต่ยังสามารถกระตุ้นแรงจูงใจให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในบทบาทของตน นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรือการสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในเป้าหมายร่วมกันขององค์กร โดยผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการมีส่วนร่วม จะช่วยให้องค์กรมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกับเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเชิงกลยุทธ์และยั่งยืนในระยะยาว
5.การคิดเชิงระบบ : การคิดเชิงระบบคือความสามารถในการมองภาพรวมและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ผู้นำสามารถวางกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและตอบสนองต่อความซับซ้อนของโลกธุรกิจในปัจจุบันได้ เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ลดต้นทุนและส่งเสริมความยั่งยืน หรือการสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยผู้นำที่มีมุมมองเชิงระบบสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและมองเห็นโอกาสในความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ทำให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าในทุกมิติอย่างสมดุล

ผู้นำที่มีคุณลักษณะเหล่านี้ไม่ได้เพียงสร้างองค์กรที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อโลกและสังคม ทำให้องค์กรเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นในการก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง การเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นการปฏิบัติ จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนสามารถเปลี่ยนจากนามธรรมให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ หากองค์กรมีแนวทางและกระบวนการที่ชัดเจน พร้อมทั้งสามารถติดตามและประเมินผลได้ โดยวิธีสำคัญที่ช่วยให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนเกิดขึ้นจริง มีดังนี้
1.การกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ : การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายใน 10 ปี หรือการใช้วัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เป้าหมายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่ชัดเจน แต่ยังสร้างความโปร่งใสและเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
2.การบูรณาการความยั่งยืนในทุกขั้นตอน : ความยั่งยืนต้องเป็นส่วนหนึ่งของทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้พลังงานสะอาด การจัดการขนส่งเพื่อลดการปล่อยมลพิษ หรือการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
3.การใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน : การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ระบบ IoT เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงานในโรงงาน หรือ AI ที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ลดการสูญเสียทรัพยากร ซึ่งนอกจากเพิ่มความแม่นยำ เทคโนโลยียังช่วยลดต้นทุนและเสริมความยั่งยืนในระยะยาว
4.การสร้างความร่วมมือเพื่อขยายผล : การทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น หน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน หรือชุมชนท้องถิ่น จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มผลกระทบเชิงบวก แต่ยังสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
5.การวัดผลและการรายงานความคืบหน้า : การติดตามและวัดผลผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น การลดการปล่อยขยะ การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความสำเร็จและจุดที่ต้องปรับปรุง การรายงานผลลัพธ์อย่างโปร่งใสช่วยเสริมความไว้วางใจและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เป็นการปฏิบัติที่ชัดเจนและวัดผลได้ ไม่เพียงช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย แต่ยังสร้างคุณค่าเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเสริมความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาววัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนภายในองค์กร วัฒนธรรมนี้ต้องได้รับการออกแบบและส่งเสริมอย่างตั้งใจ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น วิธีการสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมเช่นนี้ ได้แก่
1.การส่งเสริมความรู้และความตระหนักรู้ : องค์กรสามารถจัดอบรมหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยมลพิษ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือแนวทางการจัดการขยะ รวมถึงการนำเสนอตัวอย่างจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จในด้านความยั่งยืนยังจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจูงใจให้พนักงานมีส่วนร่วมในเป้าหมายด้านนี้
2.การสนับสนุนนวัตกรรม : การเปิดพื้นที่สำหรับพนักงานในการเสนอไอเดียใหม่ ๆ เช่น การพัฒนากระบวนการทำงานที่ลดการใช้พลังงาน หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และสร้างความเป็นเจ้าของในเป้าหมายร่วมกัน
3.การสร้างแรงจูงใจ : การมอบรางวัลหรือการยอมรับให้กับพนักงานที่มีส่วนร่วมในโครงการความยั่งยืน เช่น การจัดรางวัล “Green Champion” สำหรับพนักงานที่คิดค้นโครงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การยอมรับความสำเร็จในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างแรงจูงใจ แต่ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ
4.การบูรณาการค่านิยมในทุกระดับ : องค์กรควรทำให้ค่านิยมด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ด้วยการออกแบบกระบวนการ และการสื่อสารภายใน รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความยั่งยืนในทุกระดับขององค์กร จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า
“บทสรุปความยั่งยืนคือการลงทุนในอนาคต ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำกล่าวที่ฟังดูดี แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญต่ออนาคตของธุรกิจและโลก ผู้นำที่มุ่งมั่นในความยั่งยืนไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรบรรลุความสำเร็จ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การนำแนวคิดความยั่งยืนมาปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร เช่น การตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ การใช้เทคโนโลยี และการสร้างความร่วมมือจะช่วยเปลี่ยนความยั่งยืนให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่มีผลลัพธ์ชัดเจน โดยในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ยึดหลักความยั่งยืนจะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค คู่ค้า และสังคม ท้ายที่สุดความยั่งยืนคือเรื่องราวที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการเขียนต่อ และเป็นเสาหลักที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรและชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ดีกว่าในทุกๆวัน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรณ์ กังสดารพร กล่าว.



