เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 27 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย เสนอ ดังนี้ 1. รับทราบข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤติ 2. เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายฯ เป็นวาระแห่งชาติ และ 3. เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยภายใต้การกำกับดูแลและรับผิดชอบหรือที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย ร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายฯ ด้วยโครงการ/กิจกรรมของหน่วยงานอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรมที่ชัดเจน
นายอนุกูล กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ และทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. สภาวะวิกฤติจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องหยุดทำการและเด็กจำเป็นต้องอาศัยอยู่บ้านกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองไม่มีความพร้อมและไม่สามารถดูแลบุตรหลานได้ตลอด 24 ชม. ประกอบกับพบว่า ระยะเวลาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้เด็กปฐมวัยอยู่ในสภาวะวิกฤติจากการใช้สื่อหน้าจอที่เพิ่มขึ้น 2. สภาวะวิกฤติจากความเหลื่อมล้ำในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าถึงบริการทางการศึกษา การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กอายุ 3-5 ปี ในปี 2562-2564 ลดลงอย่างต่อเนื่อง 3. สภาวะวิกฤติทางสังคม ครอบครัว จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2566 พบว่า มีการสมรสก่อนอายุ 18 ปี 17 เปอร์เซ็นต์ เด็กอายุไม่เกิน 17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ เพราะย้ายถิ่นฐานเพื่อไปประกอบอาชีพ 25 เปอร์เซ็นต์ และมีเด็ก 0-17 ปี อาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา และยาย คิดเป็น 71 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
“จากสภาวะวิกฤติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเด็กปฐมวัย เช่น พัฒนาการหยุดชะงัก ภาวะการเรียนรู้ถดถอยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง” รองโฆษกฯ กล่าว
นายอนุกูล กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายฯ “3 เร่ง” คือ 1. เร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก ชุมชน และสังคม ในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตทุกด้านของเด็กปฐมวัย 2. เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อการเติบโตอย่างอยู่ดีมีสุขของเด็กปฐมวัย และ 3. เร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชุมชน และกลไกระดับพื้นที่ใกล้ตัวเด็ก เช่น รพ.อำเภอ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่วน “3 ลด” คือ 1. ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจังและงดใช้ในเด็กก่อนวัย 2 ปี โดยห้ามให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือสื่อหน้าจอแก่เด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเด็ดขาด และเด็กปฐมวัยอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้เล่นได้อย่างมีเงื่อนไข 2. ลดความเครียด คืนความสุขแก่เด็กปฐมวัย โดยการไม่เร่งการเรียนเขียนอ่านหรือยัดเยียดความรู้ให้เด็กปฐมวัย แต่เน้นการทำกิจกรรมที่หลากหลาย และ 3. ลดการใช้ความรุนแรงกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยให้ยกเลิกการลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรงและการใช้คำพูดในเชิงลบ
สำหรับ “3 เพิ่ม” ประกอบด้วย 1. เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่หลากหลาย เช่น ดนตรี กีฬา การออกกำลังกาย 2. เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานกับเด็กสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา ทักษะสมอง จินตนาการ และเพิ่มความสุขอย่างสม่ำเสมอ และ 3. เพิ่มความรัก ความใส่ใจ และเวลาคุณภาพของครอบครัว โดยการส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ปกครองใช้เวลากับลูกอย่างมีคุณภาพ มีความรู้และทักษะที่จะ “เล่นเป็นกอดเป็น คุยเป็น ฟังเป็น เล่าเป็น”
รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า ส่วนแนวทางการขับเคลื่อน แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1. เสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายฯ เป็นวาระแห่งชาติ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายฯ 2. อปท. เร่งส่งเสริมศักยภาพหน่วยงานในกำกับ ชุมชน และกลไกระดับพื้นที่ให้สามารถดูแล จัดการสภาพแวดล้อม สวัสดิการในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 3.คณะอนุกรรมการด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดทำแผนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด
“การขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว จะเกิดการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้งระบบอย่างจริงจังต่อเนื่อง เป็นรูปธรรม ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งผลให้เด็กปฐมวัยได้รับการฟื้นฟูและส่งเสริมพัฒนาการที่ดีรอบด้าน เกิดทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” นายอนุกูล กล่าว.



