วันที่ 1 เม.ย. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในไทยโดยมีศูนย์กลางในประเทศเมียนมา ขณะนี้อาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นน้อยมากแทบจะไม่กระทบไทย เพราะจากที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงก็จะลดลงเรื่อยๆ
แต่ด้วยสภาพจิตใจประชาชนที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและอาจจะกระทบความเชื่อมั่นประชาชนและกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่วนในระยะกลางอาจมีน้อย ซึ่งอาจจะกระทบบางเซ็กเตอร์ เช่น ภาคสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านและคอนโดฯ ส่วนผลกระทบเศรษฐกิจในระยะยาวยังไม่มี
“เหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจจะกระทบตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปีที่รัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้ที่ 3% แต่กลไกของรัฐบาลมีหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า เพราะยังมีวงเงินที่เหลืออยู่ 1.5 แสนล้านบาท ที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และหากมีความจำเป็นก็จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามความความเหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนจีดีพีทั้งปี 68 สู่ 3% ตามเป้าหมายของรัฐบาล”
สำหรับเหตุการณ์อาคารสำนักงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ในส่วนของกระทรวงการคลังจะต้องมาดูในส่วนของมาตรการดูแลช่วยเหลือเยียวยา ทั้งกรมบัญชีกลางได้อนุมัติงบประมาณให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. วงเงิน 200 ล้านบาท มาตรการทางการเงินให้สถาบันการเงินของรัฐเพื่อช่วยเหลือมาตรการสินเชื่อลดต้นและลดดอกเบี้ยจำนวนมาก
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. กระทรวงการคลังได้สั่งสองส่วน คือ ส่วนแรกให้ดูแลบ้านเรือนและชีวิตของประชาชนที่ได้ทำประกันไว้ให้บริษัทประกันภัยที่อยู่ในกำกับทั้งหมด ให้เร่งดำเนินการอย่าได้ล่าช้า ส่วนที่สองการประกันภัยของอาคาร สตง. ที่ถล่ม ซี่งได้ทำประกันไว้ใน 4 บริษัท ยืนยันในส่วนของสภาพคล่องบริษัทไม่มีปัญหา
“กระทรวงการคลังได้สั่งการกรมบัญชีกลางในรายละเอียดการช่วยเหลือและเยียวยา เพราะเป็นครั้งแรกไทยไม่เคยเจอแผ่นดินไหวที่รุนแรงขนาดนี้ การเยียวยายังไม่เคยดำเนินการ โดยจะไปดูมาตรการที่เคยเยียวยาที่ผ่านมาว่าจะช่วยอย่างไร แบ่งเป็นเยียวยาอาคารที่พักและชีวิต เพื่อดำเนินการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป”



