สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ว่า หลังทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่า “หากผมต้องการให้พาวเวลล์พ้นจากตำแหน่ง ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” ขณะที่ประธานเฟดยืนยันว่า เขาไม่มีแผนลาออกก่อนหมดวาระในเดือน พ.ค. 2569 และความเป็นอิสระของธนาคารกลางเหนือนโยบายการเงินเป็น “เรื่องของกฎหมาย” นั้น

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า “พวกเขาจะขัดแย้งกัน” แต่ก็เชื่อว่า “เฟดจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง” เนื่องจากการยอมลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นหายนะสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐ

นักวิชาการด้านกฎหมายหลายคนอธิบายว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการไล่ประธานเฟด หรือคณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยทั้ง 19 คนของธนาคารกลาง ให้ออกจากตำแหน่งโดยไม่มี “เหตุอันควร”

ขณะเดียวกัน โครงสร้างของเฟดถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง และความเป็นอิสระมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธนาคารกลาง เพื่อไม่ให้สกุลเงินอ่อนลง และอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น

นักวิชาการระบุว่า แม้ว่าศาลฎีกาอยู่ระหว่างพิจารณาคดีปลดหัวหน้าหน่วยงานอิสระหลายคนของทรัมป์ ซึ่งเป็นการท้าทายครั้งสำคัญ ต่อคำตัดสินของคดีฮัมฟรีย์ วี. ยูไนเต็ด เสตต เมื่อปี 2478 ที่ระบุว่า “ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิในการปลดหัวหน้าองค์กรอิสระ”

แม้คำตัดสินจะพลิกผัน ทรัมป์ก็อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคจาก “ตลาดพันธบัตร” โดยในช่วงที่ตลาดปั่นป่วนจากแผนภาษีของเขา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่า นักลงทุนอาจมองว่า “การลงทุนในสหรัฐ อาจไม่ปลอดภัยเหมือนในอดีต”

หากนักลงทุนมองว่า “ความเป็นอิสระของเฟดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อกระทบกระเทือน” ก็มีแนวโน้มว่า “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และเงินเฟ้อจะสูงขึ้น” และในที่สุด แนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล.

เครดิตภาพ : AFP