จากกรณี กระแสร้อนแรงในกลุ่มอนุรักษ์ หลังปรากฏข่าว ทราย สิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สก๊อต หนุ่มนักอนุรักษ์ทางทะเล ทายาทสิงห์รุ่น 4 ตระกูลภิรมย์ภักดี ผู้ซึ่งกลายเป็นอดีตที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการที่เจ้าตัวเผยคลิปเหตุการณ์ปะทะคารมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มีพฤติกรรมเหยียดผิว ผ่านไอจี psiscott ของตัวเอง และต่อมาได้ออกมายืนยันว่า ขอสละตำแหน่ง เพราะปะการังน้ำตื้นมันตายไปกว่า 80% มันไม่มีอะไรเหลือจะปกป้องแล้ว คนที่สังคมไว้ใจให้ปกป้อง กลายเป็นคนที่ไม่เข้มงวด และปล่อยให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทาง นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ ออกมายืนยันว่า ต้องให้ ทราย ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร มาว่าต้องการยุติบทบาท พร้อมเปิด 6 เหตุผล ที่เจ้าหน้าที่ที่เคยร่วมงานกับทราย ทำรายงานถึงกรมอุทยานฯ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

น้ำตานักอนุรักษ์! ‘ทราย สก๊อต’ ขอยุติบทบาท ลั่นไม่เหลืออะไรไว้ให้ปกป้องแล้ว

อธิบดีอุทยานฯโต้ดราม่า ‘ทราย สก๊อต’ ย้ำยังไม่ปลด ติงชอบทำคอนเทนต์พลการ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 เม.ย.68 เดลินิวส์ ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ ทราย สิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สก๊อต หนุ่มนักอนุรักษ์ทางทะเล ทายาทสิงห์รุ่น 4 ตระกูลภิรมย์ภักดี โดยทาง ทราย สก๊อต ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องราวที่ทาง อธิบดีฯ ออกมาแถลงข่าวได้รับทราบทั้งหมดแล้ว ยอมรับว่าขณะนี้เรารู้สึกเสียใจ เพราะเราตั้งใจทำงานด้านอนุรักษ์ทางทะเลอย่างเต็มที่ โดยเจตนารมณ์ของเรา แค่ทรายเป็นคนไทย เราอยากตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนประเทศไทยของเรา เราไม่ได้หวังอะไรเลย ขนาดเงินเดือนที่จะได้รับจากตำแหน่งที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ทรายก็ไม่รับ รวมทั้งเงินที่สามารถเบิกได้จากการเดินทางและที่พัก ทรายก็ไม่เคยเบิกงบประมาณแต่อย่างใด

ที่สำคัญก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษาอธิบดีฯ ทราย ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ไปแล้ว ว่าความประสงค์ไปเป็นจิตอาสาหรือเป็นทูต ทางทะเล เพื่อเป็นสื่อกลางรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน พร้อมระบุหน้าที่หลัก คือ 1.สร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิต 2. เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับบริษัทนำเที่ยว สื่อสังคมออนไลน์ในเชิงอนุรักษ์ให้มากกว่าขึ้น 3.ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวตามหมู่เกาะต่างๆ 4.สํารวจสัตว์มีชีวิตสัตว์ทะเลหายาก สัตว์สงวน ปะการังทางทะเลได้อย่างต่อเนื่องโดยการว่ายน้ำตามหมู่เกาะในเขตอุทยานฯ 5. เชิญชวนมวลชนและจิตอาสาช่วยรณรงค์รักษาความสะอาด ภายใต้การได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะทําโครงการเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ มกราคม 2567-ธันวาคม 2567

โดยมี 12 อุทยานแห่งชาติ ได้แก่ อุทยานฯตะรุเตา (เกาะอาดัง เกาะราวี) อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี (เกาะไผ่ เกาะหยูง เกาะพีพีดอน เกาะพีพีเลอ่าวมาหยา เกาะปอดะ เกาะไก่) อุทยานฯหมู่เกาะลันตา (เกาะห้า เกาะรอก เกาะไหง) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเกาะลิบิง อุทยานฯหาดเจ้าไหม (เกาะมุก เกาะกระดาน) อุทยานฯอ่าวพังงา (เกาะละวะ) อุทยานฯสิรินาถ อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลัน (เกาะสี่ เกาะตาชัย เกาะแปด) อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ (อ่าวช่องขาด เกาะไม้งาม) อุทยานฯธารโบกขรณี (เกาะห้อง เกาะลาดิง เกาะผักเบี้ย) อุทยานฯแหลมสน และ อุทยานฯลำน้ำกระบุรี ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ ต้องขอความอนุเคราะห์ไปยังหัวหน้าอุทยานฯ ในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่สามารถไปเองได้ ทั้งเรื่องที่พัก อาหาร เจ้าหน้าที่ตามหน่วยต่างๆ และยานพาหนะ

จากนั้น เมื่อวันที่ 2 ม.ค.67 ได้มีคำสั่งกรมอุทยานฯ ที่ 4/2567 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุชัดเจนว่า กรมอุทยานฯ พิจารณาแล้ว เนื่องจากกรมอุทยานฯ มีภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในเขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ รวมทั้งบริหารจัดการอุทยานฯ ทางทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง ดังนั้นเพื่อให้ภารกิจกรมอุทยานฯ ในด้านการอนุรักษ์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึง แต่งตั้ง นายสิรณัฐ สก๊อต ผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ (นายอรรถพล เจริญชันษา) มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตามประสานงานในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และปฏิบัติตามที่อธิบดีฯ มอบหมาย สำหรับการเดินทางไปราชการ ให้เบิกจ่ายได้ตามนัยหนังสือกระทรวงการคลัง

ทราย สก๊อต เปิดเผยต่อว่า ส่วนประเด็นใช้ทีมงานต่างชาติ ยืนยันว่า เป็นทีมงานจิตอาสาต่างชาติ จากโครงการที่ อธิบดีฯ แต่งตั้งมาเพื่อดึงมาช่วยภารกิจสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เกิดความเข้าใจกฎเกณฑ์การท่องเที่ยวมากขึ้น โดยก่อนลงพื้นที่ ทราย จะส่งข้อความผ่านไลน์ แจ้งหัวหน้าอุทยานฯ ทุกครั้งในการทำภารกิจ เพื่อขออนุญาตและแจ้งภารกิจทุกครั้ง รวมทั้งแจ้งข่าวการทำผิดที่พบเห็น เพื่อให้ทางอุทยานฯ ดำเนินการ

ที่สำคัญเรื่องอาหาร ที่บอกว่าทรายมีข้อจำกัดเรื่องอาหารนั้น ความจริงแล้วทรายต้องการให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องการอาหารเลิศหรู ราคาแพง โดยเฉพาะอาหารทะเล ซึ่งเป็นความลำบากของทีมงาน และทรายไม่ต้องการทำร้ายทะเล ทรายจึงเพียงแค่ขอ ไข่ต้ม และผัดผักบ้างบางครั้ง ส่วนทีมงานก็เป็นอาหารที่เห็นแต่สมควรของอุทยานฯ แต่ละแห่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังข่าวปรากฏตามที่อธิบดีฯ ชี้แจง ทรายก็รู้สึกเสียความรู้สึก วันนี้เรายุติบทบาทที่ปรึกษาอธิบดีฯ แล้ว แต่ด้วยความรักที่มีต่อท้องทะเล ทรายขอยืนยันว่า จะเดินทางทำโครงการอนุรักษ์ท้องทะเลต่อไป ทั้งการสำรวจแนวปะการังน้ำตื้น การเก็บขยะในท้องทะเล แต่จะเป็นการทำโครงการด้วยงบประมาณของตัวทรายเองทั้งหมด แต่ขอย้ำว่าจะขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎระเบียบอุทยานฯ

“สิ่งที่ทรายทำ เนื่องจากทรายและทะเลเราแยกกันไม่ได้ ทรายมีความรู้สึกผูกพันกับท้องทะเล เราเชื่อมถึงกัน เราอยากตอบแทนประเทศชาติ ทำสิ่งที่มันถูกต้อง เพียงเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ทรายไม่ได้ไปหวังผลประโยชน์อะไรเลย” ทราย สก๊อต ระบุ.