กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเผยแพร่คลิปการอบรมมารยาทนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จ่อหัวว่า เหยียดเจ้าหน้าที่ไทย? กลับบ้านเลย” จากกรณีที่เจ้าตัวระบุว่านักท่องเที่ยวคู่สามีภรรยาพูดคำว่า หนีห่าว” ใส่ ซึ่งถือเป็นการเหยียดชาวเอเชีย เพราะที่นี่คือประเทศไทยไม่ใช่จีน นักท่องเที่ยวควรรู้ตั้งแต่แรก

ฟาก อรรถพล เจริญชันษา’อธิบดีกรมอุทยานฯ ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการปลด ทราย สก๊อต แต่อย่างใด โดยอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ แต่ที่ผ่านมามีกรณีร้องเรียนจากกลุ่มไกด์ และผู้ประกอบการนำเที่ยวในพื้นที่ ในเรืองการทำคอนเทนต์ต่างๆ  ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและบุคคล และได้มีการตักเตือนไปว่าขอให้ปรับปรุงการทำงาน ส่วนที่ทำดีในเรื่องงานอนุรักษ์ก็ให้กำลังใจ

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ ...

ขณะที่ ทราย สก๊อต มองว่าสาเหตุที่เขาถูกร้องเรียนนั้น เป็นเพราะการไปขวางผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัททัวร์นำเที่ยวในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บางราย ที่ส่อมีพฤติกรรมทุจริตในหน้าที่ โดยเฉพาะการกรณีตั๋วผี ตั๋วเวียนอุทยานฯทางทะเล  อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ากลุ่มมัคคุเทศก์และผู้ประกอบการทัวร์ในพื้นที่จำนวน 68 รายชื่อ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมอุทยานฯ และผู้ว่าฯ จ.กระบี่ ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมทราย สก๊อตอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งใช้สื่อโซเชียลโจมตีบุคคลและธุรกิจท้องถิ่นจนเกิดความเสียหายและขอให้กรมอุทยานฯ ชี้แจงสถานะของทราย สก๊อตด้วย

เรื่องนี้อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ชี้แจงอีกครั้งว่า ทราย สก๊อต มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอธิบดีฯ ซึ่งต่ออายุเป็นรายปี โดยมีหน้าที่เพียงให้คำปรึกษา ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่การทำหน้าที่แบบ พิทักษ์ป่า  หากจะลาออกจากตำแหน่งก็ต้องทำหนังสือมาหรือแจ้งด้วยวาจา

ประเด็นนี้ตีความได้ว่าหลายเรื่องที่ทราย สก๊อต ทำอาจไม่ได้มีอำนาจรองรับตามกฎหมาย เช่น การจับกุมดำเนินคดี หรือระบุว่าจะเนรเทศนักท่องเที่ยวออกนอกประเทศ 

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ฟาก โกตุ๋ย” สุทา ประทีบ ณ ถลาง อดีต สส.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่าทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการมีความอึดอัดเพราะเกรงใจนามสกุลดัง ส่วนตัวชื่นชมในสิ่งที่ทราย สก็อต เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล แต่หากพบการกระทำความผิดก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการ เพราะทราย สก๊อตไม่ได้มีอำนาจในเรื่องนี้ ที่สำคัญต้องทำงานด้วยความอะลุ่มอล่วยจึงจะเกิดความร่วมมือ ถ้าเกิดความขัดแย้งก็จะมีการแต่การทำลายกัน

นอกจากนี้ยังมีการเปิด 6 พฤติกรรมที่รวบรวมจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทางทะเล  ที่เคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทราย สก๊อต  รายงานถึงกรมอุทยานฯ ยกตัวอย่างเช่น  อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาอธิบดีฯ สั่งการเจ้าหน้าที่ให้เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจ ขอใช้ยานพาหนะของอุทยานแห่งชาติโดยไม่ขออนุญาตและไม่แจ้งล่วงหน้า ใช้ทีมงานเป็นชาวต่างชาติ บินโดรน ถ่ายคลิป โดยไม่ขออนุญาต ลงคอนเทนต์ในช่องของตัวเองกรณีการร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ให้บุคคลมองเห็นภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเองในเรื่องการอนุรักษ์  เจ้าหน้าที่ต้องจัดเตรียมยานพาหนะ เชื้อเพลิง อาหารซึ่งต้องไม่มีอาหารทะเล และดื่มแต่น้ำแร่เท่านั้น เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสื่อความหมายว่าทราย สก๊อตใช้ทรัพยากรของรัฐในการทำคอนเท็นต์ส่วนตัวหรือไม่  แต่ก็มีโซเชียลออกมาปกป้องว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้หน่วยงานรัฐด้วย ซึ่งก็น่าจะวินๆ  2 ฝ่าย

สุดท้ายดรามานี้จะมีบทสรุปอย่างไรต้องติดตามกันต่อ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องดีในเรื่องความตื่นตัวของสังคมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะอุทยานฯ ทางทะเลถือเป็นขุมทรัพย์ดำมืดที่ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และผู้ประกอบการ เอกชน  ต่างจ้องถลุงตาเป็นมันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร.