เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่า วันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมามีการบรรจุวาระดังกล่าว เนื่องจากตามกำหนดการเดิมจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาทำให้การลงทะเบียนต้องถูกเลื่อนออกไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นเมื่อไร กมธ.ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ปลัดกระทรวงดีอี และคณะร่าง TOR เข้าชี้แจง แต่น่าเสียดายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีไม่มา เข้าใจว่ามีภารกิจมากมาย เราก็ทำนัดไปหลายครั้งแต่ท่านกลับไม่ให้ความร่วมมือ
เนื้อหาในการพิจารณา คือ TOR ที่ระบุว่าจะต้องมีการโฆษณาผ่านบิลบอร์ดทั่วประเทศ 400 จุด โฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อไม่ต่ำกว่า 6,000 จอทั่วประเทศ และโฆษณาในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุดทั่วประเทศ ซึ่งตัวแทนของบริษัทเอกชนระบุว่าเป็นเงินเพียง 900,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญ
“เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับมูลค่า แต่สิ่งนี้ถูกล็อกอยู่ใน TOR ดังนั้นผู้ประกอบการต้องทำให้ตรงตามสเปก การเบี่ยงประเด็นที่ระบุว่าการโฆษณามีมูลค่าเพียง 900,000 บาท เป็นความพยายามที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ดิฉันและนายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ ได้ทำราคาตามสเปกใน TOR และคำนวณคร่าว ๆ พบว่าการทำโฆษณาในลักษณะดังกล่าวจะมีมูลค่าสูงถึง 9,000,000 กว่าบาท ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเป็นการกีดกันทางราคา”
จากนั้นตัวแทนกระทรวงดีอีได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจ ทุกบริษัทที่เสนอตัวเข้ามาในโครงการดังกล่าว ไม่มีบริษัทใดที่ระบุในข้อเสนอเชิงเทคนิคว่าจะใช้จอของบริษัทอะไร ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะโครงการนี้ประกอบด้วย AI การประชาสัมพันธ์ และการจัดอบรม โดยมีการระบุไว้ว่าจะต้องใช้ AI ระดับโลก ไม่ต่ำกว่า 8 ตัว ใช้จอประชาสัมพันธ์ในระดับท็อป 5 ของประเทศ จึงตั้งคำถามว่ามีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่เจ้าใช่หรือไม่ที่จะสามารถรับทำโครงการนี้ได้ และต้องเป็นเจ้าของจอประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ กมธ.ยังขอเอกสารสัญญาทั้งฉบับเก่าและฉบับใหม่ เอกสารข้อเสนอเชิงเทคนิค หลักเกณฑ์การให้คะแนน แต่กระทรวงดีอีตอบกลับว่าเอกสารมี 700 กว่าหน้าจึงขอดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน อ้างว่าต้องดูตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ว่าอนุญาตให้ส่งเอกสารมายัง กมธ.หรือไม่ ซึ่งตนเองระบุว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่บังคับใช้กับรัฐสภา โดยกระทรวงดีอีรับปากว่าจะมีการส่งเอกสารต่าง ๆ กลับมาภายในวันที่ 24 ก.ค. 69 ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ได้รับเอกสารใด ๆ
“ดิฉันขอฝากความคิดถึงไปถึงคุณไชยชนก ถ้าเชิญครั้งถัดไป 13 ส.ค. คาดว่าเวลานั้นจะลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านจะกรุณาว่าง ขอให้ท่านใช้อำนาจรัฐมนตรี ถ้าตรงไปตรงมาจริง ไม่เกรงกลัวจริง โปร่งใสจริง ส่งเอกสารกลับมาให้ กมธ.ให้ครบ แล้วเรามาพูดข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในโครงการนี้”
สำหรับการยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการดังกล่าว นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้คำแนะนำว่าสิ่งที่โครงการทุจริตภาครัฐกลัวที่สุด ไม่ใช่การยื่นเรื่องไป ป.ป.ช.เพราะรอกันไป 2-3 ปี แห้งเหี่ยวตายตกไปตามกัน แต่นายรังสิมันต์ แนะนำให้ตนเองไปยื่นเรื่องที่ตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หากเข้าข่ายทุจริต ฮั้วประมูล ประพฤติมิชอบภาครัฐ จะมีการทำสำนวน หากมีมูลก็จะถูกส่งไปยัง ป.ป.ช. อัตโนมัติ ระหว่างทำสำนวน กมธ.สามารถเรียกตำรวจสอบสวนกลางและ ปปง.เข้ามาสอบถามความคืบหน้าได้
“ป.ป.ช.ไม่จำเป็นต้องรอให้ดิฉันไปยื่นเรื่อง เรื่องดังขนาดนี้ ไม่คิดที่จะทำงานเชิงรุกเลยหรือ ซึ่งใน กมธ.ติดตามงบฯ ได้ตั้งข้อสังเกตให้ยื่นดำเนินคดีเรื่องนี้ต่อ 6 หน่วยงาน ได้แก่ ตำรวจสอบสวนกลาง ปปง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. และ ป.ป.ช. ซึ่ง กมธ.จะส่งข้อสังเกตและรายงานการประชุม 3 ครั้งให้กับหน่วยงานเหล่านี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานตรวจสอบ”



