“เกาต์” ไม่ได้เป็นแค่โรคข้ออักเสบเท่านั้น แต่ยังเป็น “ฆาตกรเงียบ” ที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย เมื่อมีผลึกกรดยูริกสะสมในข้อต่อ ก็เหมือนมีเศษแก้วเสียดสีกันอยู่ในข้อ ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดอาการบวมและปวดซ้ำๆ ยังอาจทำให้ข้อต่อผิดรูป ในระยะยาวอาจนำไปสู่ “ภาวะไตวาย” หรือแม้กระทั่งเป็น “โรคหัวใจและหลอดเลือด”
นายแพทย์หม่า เจี้ยนต๋า รองหัวหน้าแพทย์แผนกรูมาติสซึมและภูมิคุ้มกันวิทยา เตือนว่า การลดกรดยูริกคือหัวใจสำคัญของการรักษาเกาต์ การรักษาด้วยยาควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อบอกลาเกาต์อย่างถาวร
การดูแลรักษาโรคเกาต์ : ต้องควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 360 μmol/L (สำหรับผู้ที่มีก้อนโทฟัสหรือภาวะแทรกซ้อน ต้อง < 300 μmol/L)
กรอบเวลาในการรักษาโรคเกาต์ :
3 เดือน ประเมินผลการรักษา
6 เดือน ทำให้ระดับกรดยูริกคงที่ตามเป้าหมาย
3 ขั้นตอนพิชิตโรคเกาต์
- เลือกยาให้ถูก ลดกรดยูริกอย่างเหมาะสม
ยาลดกรดยูริกหลักๆ มี 2 กลุ่ม – ยากลุ่มยับยั้งการสร้างกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอลและเฟบูโซสแตต และยากลุ่มเพิ่มการขับถ่ายกรดยูริก เช่น เบนซ์โบรมาโรน ซึ่งแพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
การลดกรดยูริกไม่ใช่ยิ่งเร็วยิ่งดี ควรเริ่มจากขนาดยาน้อยๆ และค่อยๆ ปรับเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับเป้าหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการที่กรดยูริกลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบเฉียบพลันได้
- ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ช่วยเสริมประสิทธิภาพ
ลดการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ น้ำซุปเข้มข้น แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง) ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ป้องกันการกำเริบ ควบคุมระดับกรดยูริกให้คงที่ในระยะยาว
ในช่วง 3-6 เดือนแรก อาจใช้ยาโคลชิซีนขนาดต่ำร่วมด้วย เพื่อป้องกันการกำเริบ
ควรตรวจระดับกรดยูริกในเลือดซ้ำทุก 1-3 เดือน และปรับขนาดยาตามความเหมาะสม
ระดับกรดยูริกถึงเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่าหายขาด หลังจากระดับกรดยูริกถึงเป้าหมายที่ต้องการแล้ว ยังจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว การหยุดยาเองอาจทำให้กรดยูริกกลับมาสูงขึ้นได้.
ที่มาและภาพ : Sohu, freepik



