เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบหมายเลขดำ อท 131/2567 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร., นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด กับพวกรวม 8 คนเป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 200, 83, 86 พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 192
กรณีที่พวกจำเลยทั้งหมด ร่วมกันกระทำผิดเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานในคดี คำให้การพยาน ความเร็วรถยนต์ฯ เพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ต้องหา เพื่อให้พ้นผิด หรือรับโทษน้อยลง ที่นายวรยุทธขับรถสปอร์ตหรูปอร์เช่ เฉี่ยวชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 3 กันยายน 2555
จำเลยทั้ง 8 คน ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท ในวันนี้ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ พล.ต.อ.สมยศ สวมชุดสูทสีน้ำเงินเดินทางมาศาลเวลาประมาณ 08.30 น. พร้อมทนายความ ตามมาด้วยนายเนตร ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ
ศาลพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1, 2, 3, 5-7 เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าจากพยานหลักฐานบรรยากาศในห้องประชุมดังกล่าว เป็นแบบผ่อนคลายสบาย ทุกคนต่างเดินไปมามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการพูดคุย เป็นการถกเถียงทั่วไปเกี่ยวกับความเร็วลักษณะคุยปกติ พยานยืนยันว่าไม่มีผู้ใดพูดจาโน้มน้าวบังคับขู่เข็ญให้คำนวณความเร็วให้ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประกอบบริบทข้อความสนทนาของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นเชิงวิชาการทั่วไป มีการแลกเปลี่ยนความเห็น เสนอความเห็นที่แตกต่างเชิงโต้ตอบกันไปมาแม้จำเลยที่ 1 จะเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้มีอำนาจบังคับบัญชา ส่วนการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มิได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวพันใดใดกับการบังคับบัญชา การเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เป็นแต่บุคคลสาธารณะที่รู้จักในสังคมทั่วไป ส่วนที่มีพยานพูดว่า “ทางพี่อ๊อดเขาอยากให้จบในชั้นอัยการ เขาจะได้จบเลย จะได้ไม่ต้องสืบ” เมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำกลางๆ หากไม่ตีความหมายไปทางอคติแต่ฝ่ายเดียว หรือตีความถึงการใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบธรรม การที่จะนำถ้อยคำในการสนทนามาพาดพิงในทางที่เป็นผลร้ายเพียงลอยๆ มารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีพยานหลักฐานสำคัญอื่นเป็นหลักประกอบย่อมเป็นการไม่ชอบ ทางไต่สวนและทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้สั่งการหรือสมคบคิด เมื่อหลักฐานทางไต่สวนและนำสืบไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 โน้มน้าวกดดันบังคับและใช้อิทธิพลให้ยึดถือวิธีการคิดคำนวณตามที่จำเลยที่ 7 นำเสนออันเป็นความผิดแต่อย่างใด

ในส่วนจำเลยคนอื่นที่ศาลยกฟ้อง ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการยื่นคำร้องขอเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการขอให้สอบสวนในประเด็นเกี่ยวกับการคำนวณความเร็วของรถยนต์หรือการคำนวณความเร็วด้วยวิธีอื่นนอกจากวิธีเดิม และการประชุมเพื่อแสดงวิธีการคำนวณความเร็วสามารถกระทำได้โดยชอบ ดังนี้การที่จำเลยที่5 ที่ 6 ย่อมมีสิทธิ์ติดต่อเข้าพบ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือนั้น เพื่อขออนุญาตเข้าปรึกษาสอบถามความรู้จากจำเลยที่ 7 และขอให้จำเลยที่ 7ไปช่วยอธิบายความเห็นตามจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจมีสิทธิ์ที่จะเข้าประชุมหรือนัดหมายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในขอบเขตของตนเพื่อประชุมได้ การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการสมรู้ร่วมคิดหรือเพื่อเปลี่ยนแปลงความเร็วของรถยนต์
เมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำสนทนาและบริบทของจำเลยที่ 5 พูดถ้อยคำทั่วไป ไม่แสดงความเห็นใดเกี่ยวกับความเร็ว ไม่ปรากฏว่าได้โน้มน้าวกดดันและใช้อิทธิพลบังคับให้ยึดถือวิธีการคิดคำนวณตามที่จำเลยที่ 7 นำเสนอส่วนจำเลยที่ 6 ข้อเท็จจริงและพยานในการไต่สวนเป็นที่ยุติว่าจำเลยที่ 6 เป็นผู้ติดต่อประสานงานดังกล่าวข้างต้น ไม่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ร่วมการประชุมในการคำนวณความเร็วในวันที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมสั่งการหรือกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องอันเป็นความผิดและหลักฐานว่าการกระทำของจำเลยที่ 5-6 เป็นความผิดตามฟ้อง
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-3 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ ทั้งนี้ เมื่อศาลฟังได้ว่าการกระทำของ 1-3 ไม่เป็นความผิดตามกฏหมายแล้ว การสนับสนุนการกระทำผิดจะต้องมีผู้อื่นเป็นตัวการ หากกรณีไม่มีตัวการกระทำผิดผู้ช่วยเหลือให้ความสะดวกในความผิดย่อมไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1-3, 5-7 จึงไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดฐานสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว มีปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 โดยสำนักงานดังกล่าวนี้ไม่ได้รับผิดชอบคดีที่เกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นพนักงานอัยการผู้รับชอบสำนวนคดีนี้ และไม่ได้หน้าที่พิเศษตามที่ทางราชการมอบหมายในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นตัวแทนโดยปริยาย ไม่ได้เป็นพยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญ จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าไปร่วมประชุมเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้แก่พนักงานสอบสวน พ.ต.อ.ธ หรือบุคคลอื่น แสดงถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่ 4 ที่จะเข้าไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด จำเลยที่ 4 ได้อ้างสถานะว่าตนเป็นอัยการ รู้จักกับบุคคลต่าง ๆ ทั้งฝ่ายตำรวจและพนักงานอัยการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อให้ พ.ต.อ.ธ เกิดความน่าเชื่อถือ เพื่อโน้มน้าวให้ พ.ต.อ.ธ คล้อยตามความเห็นของตน แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจพิเศษที่ต้องการที่จะช่วยให้นายวรยุทธไม่ต้องรับโทษ
ยิ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำของจำเลยที่ 4 ที่ว่า “อยากให้ขอให้เป็น 79.22 ตามที่อาจารย์สายประสิทธิคำนวณ” “คือตามกฎหมายห้ามขับเกิน 80 อยากจะขอความกรุณาให้มันอยู่ range ตรงนั้น”

“อันนี้ขอความกรุณาท่านผู้การ ทางอัยการเขาสั่งมาอย่างนี้ คือเขาก็มองว่าเขาจะช่วยนะ คือก็อยากให้เขาสบายใจนิดหนึ่งใช่ไหมฮะ เวลาเขาจะสั่ง คือเขาสั่งมาเนี่ย เขาตั้งใจจะช่วยเต็มที่ แล้วก็อยากจะขอความกรุณานะฮะ เรียนตรง ๆ เลยฮะ” “ไม่เกิน 80 ” แม้ พ.ต.อ. ว ถามจำเลยที่ 4 ว่า “เอ้อ ท่านอัยการกองคดีอาญา 6 ครับ ความเร็วมันกำหนดไว้เท่าไหร่ 80” และจำเลยที่ 4 ตอบว่า “ไม่เกิน 80” จำเลยที่ 3 พูดว่า “ในกรุงเทพฯ ในเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 นอกเขตเทศบาล” เมื่อ พ.ต.อ.ว ทักท้วงว่า “ผมพยายามคิดตัวเลขในใจของผมได้ประมาณ 88 ผมยังไม่ได้คำนวณแต่ใช้ความทรงจำอย่างเดียว ผมได้ประมาณ 88” แต่จำเลยที่พูดขอร้องโน้มน้าวแสดงความต้องการว่า “เรียนตรง ๆ เลยครับ ขอความกรุณานะฮะ” ข้อความทั้งหมดดังกล่าวเป็นบ่งชี้ว่าจำเลยที่ประสงค์จะให้ความเร็วกำหนดเฉพาะเจาะจงต้องไม่เกิน 80 กม./ชม. เท่านั้น เพื่อจะให้อยู่ในขอบของกฎหมายกำหนด การกระทำของจำเลยที่ 4 มีลักษณะการแทรกแซง โน้มน้าว กดดัน โดยใช้สถานะอิทธิพลของตนให้การคำนวณความเร็วของ พ.ต.อ.ธ ไม่เป็นอิสระ เพื่อให้ พ.ต.อ.ธ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีเจตนาเพื่อในชั้นต่อไปให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีที่จะมีความเห็นหรือสังคดีสำนวนของนายวรยุทธที่ตกเป็นผู้ต้องหา นำผลการคำนวณความเร็วไปใช้ประกอบดุลพินิจในทางเฉพาะที่เป็นคุณแก่นายวรยุทธเท่านั้น เพื่อประสงค์ต่อผลจะช่วยนายวรยุทธ ผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 4 กระทำผิดส่วนตัว ไม่ได้กระทำในอำนาจและหน้าที่ จึงเป็นเพียงฐานผู้สนับสนุนการกระทำผิด แม้การกระทำของจำเลยที่ 4 อันเป็นการช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด และผู้ที่กระทำผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือไม่นั้นก็ตาม
และปัญหาสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 8 ใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธเป็นไปโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งไม่ฟ้อง ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับการคำนวณความเร็วของรถยนต์ และใช้ดุลพินิจรับฟัง ข้อเท็จจริงความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับขี่ที่ยึดความเร็วตาม พยาน 2 ปากที่เพิ่งปรากฏในการร้องขอความเป็นธรรมครั้งที่ 8 และครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 62 หลังเกิดเหตุการณ์กว่า 7 ปี พยาน 2 ปาก กลับระบุความเร็วของรถยนต์ที่พยานทั้งสองขับและความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับได้อย่างชัดเจนว่าขับมาด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผิดวิสัยของบุคคลในเรื่องความทรงจำตามธรรมชาติ มีลักษณะที่จะช่วยเหลือหรือให้การเป็นประโยชน์กับผู้ต้องหา พยานทั้งสองปากไม่น่าเชื่อถือ และมีคุณค่าแก่การรับฟังในประเด็นนี้ จำเลยที่ 8 ควรชั่งน้ำหนักพยาน เช่น พนักงานอัยการทั่วไปการที่จำเลยที่ 8 ให้เหตุผลว่าไม่มีข้อพิรุธสงสัยใดๆ แม้พยานทั้งสองเคยถูกสอบสวนไปแล้ว โดยอ้างว่าเป็นประเด็นสำคัญแก่คดีและมีน้ำหนักมากให้เป็นข้อสนับสนุนการหยิบยกพยานหลักฐานขึ้นอ้างประกอบการพิจารณาทั้งที่จำเลยที่ 8 เป็นพนักงานอัยการระดับสูงขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุดอาวุโสระดับที่หนึ่ง ยังต้องมีประสบการณ์สั่งสมในการพิจารณาสั่งสำนวนคดีอาญาที่มีฐานความผิดและพฤติกรรมแห่งคดี ยุ่งยากสลับซับซ้อนไปจำนวนมาก ย่อมจะต้องมีมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่สูงมากกว่าพนักงานอัยการทั่วไป และต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการพิจารณาสั่งสำนวนซึ่งปรากฏแพร่หลายในสื่อสาธารณะชนทั่วประเทศและนอกประเทศ ทั้งจำเลยที่ 8 ย่อมทราบอยู่แล้วว่าองค์ประกอบความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ความเร็วของรถยนต์ขณะที่การเกิดการชนนั้นแม้อัตราจะต่ำมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากผู้ขับขี่กระทำไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ทั้งที่นายวรยุทธสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่ไม่ได้ใช้ บุคคลนั้นก็มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทได้ แต่จำเลยที่ 8 เลือกหยิบยกพยานหลักฐานเฉพาะเพื่อสนับสนุนการสั่งคดีโดยมุ่งเน้นความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธเป็นหลักให้ความสำคัญส่วนนี้เพื่อให้เจือสมว่าความประมาทเกิดขึ้นจากผู้ตายแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อสนับสนุนความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาและความเชื่อว่านายวรยุทธไม่ได้กระทำโดยประมาท เป็นการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอยู่บนรากฐานความสมเหตุและผล
การที่จำเลยที่ 8 อ้างว่าการร้องขอความเป็นธรรมก็ต้องพิจารณาใหม่เป็นครั้งๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมไม่มีผลผูกพันให้จำเลยที่ 8 จำต้องถือและปฏิบัติความเห็นและโดยเฉพาะดังกล่าวเพราะไม่มีกฎหมายระเบียบกำหนดให้ต้องสืบและปฏิบัติตาม เพื่อให้มีการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมใหม่หลายครั้งหลายประเด็นโดยไม่จำเป็น จนหาข้อยุติไม่ได้ ส่งเสริมให้สอบปากคำพยานคนเดิมซ้ำแล้วให้การกลับหรือเปลี่ยนแปลงคำให้การใหม่โดยการอ้างข้อมูลใหม่หรือพยานหลักฐานใหม่หรือความทรงจำใหม่ของพยาน โดยพนักงานอัยการก็จะอ้างเหตุผลดังกล่าว นำมาประกอบดุลพินิจเพื่อมีคำสั่งอย่างใดๆ ก็ตาม ที่อยากให้เป็นในลักษณะสมคบคิดกันเป็นขั้นตอนกับผู้ที่ไม่สุจริต เพื่อให้เอื้อสมประโยชน์ในทิศทางที่จะสั่งคดีทางใดได้โดยง่าย ส่งผลกระทบกระเทือนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม การสั่งคดีของจำเลยที่ 8 เป็นข้อบ่งชี้ว่าไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีเหตุผลอันสมควรมิได้ใช้เกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดอย่างที่พนักงานอัยการพึงใช้เป็นการวินิจฉัยมูลความผิดโดยใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจและด่วนวินิจฉัยคดีเสียเอง การกระทำของจำเลยที่ 8 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีพนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญากระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการไม่ชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งคนใดมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 การกระทำของจำเลยที่ 4, 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 8 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกจำเลยที่ 4 กำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 กำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1-3, 5-7 แต่ให้หมายขังจำเลยที่ 1-3, 5-7 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีประกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ทั้งนี้ ภายหลังฟังคำพิพากษาจำเลยที่ 1-8 ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยจำเลยใช้หลักประกันและสัญญาประกันเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีบันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาจำนวน 14 หน้า
สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 8 คน ประกอบด้วย
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. จำเลยที่ 1
พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข อดีต ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน จำเลยที่ 2
พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี อดีตพนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.ทองหล่อ จำเลยที่ 3
นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม อดีตอัยการอาวุโส จำเลยที่ 4
นายธนิต บัวเขียว จำเลยที่ 5
นายชูชัย หรือพิชัย เลิศพงศ์อดิศร จำเลยที่ 6
รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักฟิสิกส์ อาจารย์ประจำและหัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำเลยที่ 7
นายเนตร นาคสุข อดีตรอง อสส. จำเลยที่ 8.



