เมื่อวันที่ 24 เม.ย. “หมอเจด” นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด โดยระบุว่า
เวลาเจ็บหน้าอกขึ้นมา หลายคนตกใจ กลัวว่า “เราจะเป็นโรคหัวใจไหม?” แต่อีกใจก็คิด “หรือเป็นแค่กรดไหลย้อน”
จริงๆ แล้วอาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดได้จากหลายอย่าง แต่ที่คนมักสับสนกันบ่อยๆ ก็คือ
โรคกระเพาะอาหารไหลย้อน (GERD – Gastroesophageal Reflux Disease) กับ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI – Myocardial Infarction)
สองโรคนี้แม้อาการจะคล้ายกัน แต่ความรุนแรงและผลลัพธ์ต่างกันมาก เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังนะว่ามันต่างกันยังไง
1. เจ็บหน้าอกแบบไหนคือกรดไหลย้อน แบบไหนคือหัวใจ?
กรดไหลย้อน (GERD): จะรู้สึก “แสบร้อนกลางอก” เหมือนกรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร แสบขึ้นมาจนถึงคอหรืออก มักเกิดหลังทานอาหาร โดยเฉพาะของทอด อาหารเผ็ด นม ชา กาแฟ หรือนอนหลังทานเสร็จ
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI): เจ็บแบบ “แน่นๆ หนักๆ” เหมือนมีอะไรกดทับ หรือโดนนั่งทับอก เจ็บอาจร้าวไปที่แขนซ้าย คอ กราม หรือหลัง มักเกิดขณะออกแรง หรือบางครั้งแค่ตอนนั่งเฉยๆ ก็เจอได้
สำหรับผู้หญิง: อาการหัวใจขาดเลือดอาจไม่ชัดเจนเหมือนผู้ชาย บางรายอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเด่นชัด แต่จะมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้องส่วนบน หรือปวดร้าวที่คอหรือสะบัก
อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมกับหัวใจขาดเลือดคือ
- เหงื่อออกมากผิดปกติ (เหงื่อเย็น)
- หายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่ม
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
2. อะไรเป็นตัวกระตุ้นของแต่ละโรค?
กรดไหลย้อน (GERD): ส่วนใหญ่ถูกกระตุ้นด้วยอาหาร โดยเฉพาะอาหารมันจัด หรือมื้อหนักๆ แล้วนอนทันที คนที่มีพุงเยอะ เครียด หรือท้องผูกบ่อย ก็เสี่ยงมากขึ้น
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI): เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน จากโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
3. ท่าไหนทำให้ดีขึ้น? หรือแย่ลง?
กรดไหลย้อน (GERD): นอนแล้วอาการจะแย่ลง ยิ่งเอนตัว ยิ่งแสบ แต่ถ้ายืนหรือนั่งตรงๆ อาจดีขึ้น ยาลดกรดช่วยได้ชัดเจน
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI): ไม่ว่าจะยืน นั่ง หรือนอน ยังไงก็ยังแน่นอยู่ ยาลดกรดก็ไม่ช่วยอะไร พักยังไงก็ไม่ดีขึ้น ไปโรงพยาบาลด่วน
4. ตรวจยังไงถึงรู้แน่?
กรดไหลย้อน (GERD): หมอมักวินิจฉัยจากอาการและประวัติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจส่งตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI): ต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), เจาะเลือดดูเอนไซม์หัวใจ (Troponin) และอาจต้องทำการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (ECHO) หรือสวนหัวใจเพื่อดูหลอดเลือดโดยตรง
ใครมีอาการเจ็บหน้าอก ไม่ว่าจะแบบไหน แนะนำให้รีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว อย่าคิดเองว่าไม่เป็นไร ถ้าไม่มั่นใจ ไปให้หมอตรวจดีที่สุด
5. อะไรคือความต่างที่ต้องรู้ให้ทัน?
กรดไหลย้อน (GERD): ไม่ใช่โรคร้ายแรงทันที แต่ถ้าเป็นเรื้อรังอาจทำให้หลอดอาหารอักเสบ เป็นแผล หรือเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารได้ในระยะยาว
การรักษากรดไหลย้อน:
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารเผ็ด มัน ทอด
- ยกหัวเตียงขึ้น 15-30 องศา
- ยารักษามีหลายกลุ่ม ทั้งยาลดกรด ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) หรือยาปกป้องเยื่อบุ
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI): คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาทันที ถ้าปล่อยไว้นาน หัวใจจะเริ่มตายทีละส่วน บางคนหัวใจล้มเหลวถาวร หรืออาจเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลได้
ถ้า “หัวใจขาดเลือด” ขึ้นมาจริงๆ ควรทำยังไง?
- หยุดทุกอย่าง หยุดเดิน หยุดยกของ หยุดทำกิจกรรมทันที แล้วนั่งพักในท่าที่สบายที่สุด
- ขอความช่วยเหลือ โทร. 1669 บอกว่า “แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก สงสัยหัวใจขาดเลือด” แจ้งตำแหน่งที่อยู่ให้ชัดเจน และอย่าขับรถไปเองเด็ดขาด
- ยาที่อาจช่วยได้ : ถ้ามียาอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin) และแพทย์เคยสั่งไว้ ให้ใช้ได้ตามคำแนะนำของแพทย์, ถ้าไม่มีประวัติแพ้แอสไพริน และไม่มีปัญหาเลือดออกง่าย อาจเคี้ยวยาแอสไพริน 300 มก. หนึ่งเม็ด (ปรึกษาเจ้าหน้าที่ 1669 ก่อนให้ยา)
- ห้ามขับรถไปเอง เพราะถ้าเกิดหมดสติกลางทาง จะไม่มีใครช่วยได้ทันท่วงที
- ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจหรือหายใจผิดปกติ ต้องเริ่มทำ CPR ทันที โทร. 1669 แล้วเปิดลำโพง ให้เจ้าหน้าที่แนะนำวิธีทำ CPR ได้เลย
อาการเจ็บหน้าอก ไม่ควรมองข้ามนะ เพราะมันอาจเป็นแค่กรดไหลย้อน
หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจที่อันตรายถึงชีวิตก็ได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าคิดเองเออเอง”
ถ้าไม่แน่ใจ รีบไปหาหมอ แล้วตรวจให้ชัดเจนนะครับ จะได้รักษาอย่างตรงจุด
ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ



