เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ว่า ตนทราบมาว่าเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานไปสั่งการว่าให้ราคาการประเมินให้สอดคล้องกับความเสียหายจริง ขณะที่กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจฯ ติดตามกระบวนการก่อนการเยียวยา เช่น เรื่องที่จะต้องไปแจ้งความก่อนที่จะไปสำนักงานเขต เรื่องที่ต้องใช้เอกสารมากเกินไป และไม่เปิดให้มีการยื่นออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องเดินทางมาประเมินสถานที่ ค่าดำเนินการต่างๆ อย่างต่ำอาจจะเป็น 1,000-2,000 บาท แต่สิ่งที่ได้รับกลับต่างกันไป โดยเงินที่รัฐบาลสนับสนุนมาเป็นค่าวัสดุอย่างเดียว ราคาอาจจะต่ำไปด้วยซ้ำ และค่าแรงนั้นไม่มีให้ จึงเป็นที่มาให้ตนนำเรื่องนี้เข้า กมธ. เพื่อเรียกหน่วยงานมาพูดคุยกันว่าหลักเกณฑ์เป็นเช่นไร สามารถปรับให้สอดคล้องกับความเสียหายของประชาชนได้หรือไม่
เมื่อถามว่า การปรับค่าเสียหายนั้น สามารถแก้ไขข้อกฎหมายได้หรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า จริงๆ ที่ตนเข้าใจคือเป็นเรื่องระเบียบ สามารถแก้ไขได้เลย รัฐมนตรีเซ็นก็ออกมาได้เลย ไม่ได้อยู่ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดังนั้น สามารถดำเนินการได้เลย ตนก็เชียร์ให้ทำ และควรครอบคลุมค่าแรงบางส่วนด้วย ที่ควรมีเรื่องเงินเยียวยาขั้นต่ำ เพราะเรามีค่าดำเนินการก่อนที่จะได้รับเงินเยียวยาจำนวนมาก ซึ่งเงินที่เยียวยานั้น อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์
เมื่อถามว่า ค่าเยียวยาที่ตั้งไว้สูงสุด 49,500 บาท จากการสำรวจมีคนได้รับมากที่สุดเท่าไร นายศุภณัฐ กล่าวว่า “โห ผมเห็นบางคนเสียหายเป็นแสน แต่ได้มาไม่ถึงพัน พูดง่ายๆ คุณคงต้องมีสภาพคล้ายตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อน จึงจะได้ 49,500 บาท แต่เชื่อว่าความตั้งใจที่สภาตั้งไว้ เราก็อยากให้รัฐบาลได้จ่ายจริง ในส่วนของคนที่มีความเสียหายเยอะ แต่เมื่อหลักเกณฑ์ไปออกโดยรัฐบาล ก็กลายเป็นว่าไปออกหลักเกณฑ์ที่กดราคาลงมา ทำให้สุดท้ายการจ่ายจริงอาจไม่ตรงตามเป้าประสงค์ที่สภาได้ออกไปก่อนหน้านี้”
เมื่อถามว่า ยอดตกค้างที่ยังไม่ได้ยื่นมีอีกเยอะหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า สำหรับคนที่ยังไม่ได้ยื่น มีกรอบเวลาถึงวันที่ 27 เม.ย. นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ กมธ.จะพูดคุยกับหน่วยงานว่าอยากให้มีการขยายระยะเวลาที่ยื่นไปอีก 1 เดือนได้หรือไม่ เพื่อให้ประชาชนที่อาจจะไม่ทราบข่าว สามารถยื่นได้ทัน หรือหากไม่ทันจริงๆ รัฐบาลก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์หรือไม่ แต่หากเร่งประชาสัมพันธ์ ก็จะขัดกันตรงที่ว่าเงินที่ประชาชนได้รับการเยียวยาในขณะนี้ไม่ตอบโจทย์ อาจจะทำให้ประชาชนเปลี่ยนใจ จากที่เห็นหลายคนรีวิวว่าได้เพียง 700 กว่าบาท ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ยื่นแล้ว ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความมั่นใจว่าสามารถปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้ทันหรือไม่ในช่วงระยะเวลาเดดไลน์ หรือหากจะปรับเปลี่ยนหลังจากนี้ สามารถมีผลย้อนหลังได้หรือไม่
เมื่อถามว่า การจ่ายเงินเยียวยาอาจจะไม่ทันกรอบ 3 เดือน มีข้อเสนอแนะใดหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ความโชคร้ายอย่างหนึ่งคือต้องให้เจ้าหน้าที่โยธาไปดูแต่ละบ้านเป็นจำนวนมาก ทำให้กว่าจะสามารถนัดกันได้ เวลาไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งตนคิดว่าหากดูในภาพรวมแล้ว ความเสียหายไม่ได้เยอะ อาจจะให้ส่งแค่คลิปวิดีโอไปได้หรือไม่ เพราะหลายคนซ่อมเรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ดูจากวิดีโอที่ส่งไปว่าใช่หลังเดียวกันหรือไม่ โดยหากอัดคลิปดีๆ ตั้งแต่หน้าห้อง ให้เห็นเลขห้องในกรณีที่ความเสียหายไม่เยอะ เจ้าหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ที่หน้างานได้ ก็จะทำให้สามารถลดระยะเวลาการไปพิสูจน์ความเสียหายของเจ้าหน้าที่ได้ เช่น เขตจตุจักร คนยื่นเยอะมากประมาณ 5,000 เคส ซึ่งหากไม่ใช้คนอื่นเข้ามาช่วย จะได้รับการพิจารณานาน แต่ในบางเขต เช่น เขตบางเขน มีเคสแค่ไม่กี่ร้อย การพิจารณาก็ทัน
เมื่อถามว่า นอกจากในส่วนของ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจแล้ว คณะกรรมการชุดใหญ่ที่พรรคประชาชน ตั้งมาจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า เรามีการติดตามและเรียกร้องไปตามสื่อมวลชน และอีกส่วนหนึ่งอาจจะต้องมีการทำหนังสือยื่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ซึ่งตนได้ยื่นไปแล้ว เนื่องจากได้รับมอบหมายจากพรรค ให้ดูแลเรื่องเงินเยียวยาโดยตรง
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดเผยเรื่องแปลนตึก สตง. ก่อนหน้านี้ ความคืบหน้าในการตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง นายศุภณัฐ กล่าวว่า นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นคนตรวจสอบเรื่องนี้ ไปหาใครมีข้อมูลอะไรก็ส่งไป เพราะเรามีคณะทำงานร่วมกัน
เมื่อถามว่า มองการทำงานหน้างานในการกู้ซากตึก สตง. เป็นอย่างไร นายศุภณัฐ กล่าวว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทำงานได้ดี เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน ถือเป็นงานยาก โดยที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่มาช่วยก็บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่อาคารทั้งหลังและมีขนาดใหญ่เช่นนี้จะร่วงลงมาทั้งหมด
ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าเศษปูนที่ถล่มลงมา เมื่อโดนฝนแล้วทำให้เกาะตัวกันมากขึ้น แล้วรื้อถอนได้ยาก มีข้อกังวลหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หน้างานเป็นคนดู แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อกังวลคือการสืบหาข้อเท็จจริง เพราะบางอย่างอาจต้องใช้หลักฐานอยู่หน้างาน เพราะหากไม่มีการแบ่งหน้าที่กันที่ชัดเจน สุดท้ายหลักฐานบางอย่างอาจได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่า จุดประสงค์ของ กมธ. คือต้องการให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนโดยเร็วใช่หรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า โดยเร็วด้วย และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และรอบหน้าควรมีการยื่นออนไลน์ได้แล้ว แม้ครั้งนี้เราอาจจะพลาดไป แต่ขอพลาดเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเอกสารบางอย่าง รัฐก็มีอยู่แล้ว
“อย่างบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้าน หน่วยงานรัฐต้องมีอยู่แล้ว โฉนดที่ดิน ก็มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนเตรียมใหม่ แค่ให้ส่งภาพความเสียหาย ซึ่งแบบฟอร์มไม่ควรมี 6 แบบฟอร์ม แต่ควรมีแค่ 1 แบบฟอร์ม มิฉะนั้นค่าดำเนินการจะสูงเกินไป” นายศุภณัฐ กล่าว.



