หลังจากยืดเยื้อมานาน และเป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงกันมานานหลายปี สำหรับเรื่องระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Cell Broadcast ที่ประเทศไทยยังไม่มีการใช้งานสักที แต่ล่าสุด ดูเหมือนว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ เมียนมาระดับ 8.2 เมื่อ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาจะเป็นตัวเร่ง ให้ ระบบ Cell Broadcast สามารถใช้งานได้เร็วมากขึ้น
โดย สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมกับ ผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ได้ทำการทดสอบ Cell Broadcast ในระหว่างที่รอระบบ Cell Broadcast Entity หรือ CBE จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ โดยหารือผู้ให้บริการมือถือในการพัฒนาระบบ CBE เสมือนจริง เพื่อใช้เตือนภัยให้กับประชาชนได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นในระหว่างนี้ โดยทาง 3 ค่ายมือถือ คือ เอไอเอส , ทรู และเอ็นที ยืนยันว่ามีความพร้อมแล้ว
สำหรับรูปแบบการส่งข้อความเตือนภัยในปัจจุบัน แบ่งดังนี้ 1. กรณีภัยพิบัติประเภทแผ่นดินไหว จะมีการส่งข้อความแจ้งเตือนโดยกรมอุตุนิยมวิทยา และ ปภ. โดยไม่ต้องผ่านสำนักงาน กสทช. และ 2. กรณีภัยประเภทอื่น ๆ เช่น อุทุกภัย หรือวาตภัย ปภ.จะเป็นหน่วยงานที่แจ้งให้ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายโดยตรง เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนด้วยตนเอง

กรณีโทรศัพท์มือถือที่จะไม่ได้รับการแจ้งเตือน Cell Broadcast คือ 1. ปิดเครื่อง 2. โทรศัพท์เป็นรุ่นที่เชื่อมต่อ 2G หรือ 3G กรณีนี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์จะใช้วิธีส่ง SMS แจ้งเตือนให้แก่ผู้ใช้งาน ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้บริการกลุ่มนี้ประมาณ 1.6 ล้านเบอร์ และทรู มีผู้ใช้ประมาณ 900,000 เบอร์ โดยทางค่ายมือถือยืนยันว่าสามารถส่ง SMS ได้ 30 ล้านเบอร์ใน 1 ชั่วโมง 3. ใช้ Wi-Fi (ไม่ใช้ซิมการ์ด) และ 4. เปิดใช้ Airplane mode
ขณะเดียวกัน สำหรับมือถือระบบแอนดรอยด์ จะใช้ได้ตั้งแต่ เวอร์ชัน 12 ขึ้นไป ส่วนระบบไอโอเอสใช้ได้ในเวอร์ชั่น iOS 18 รุ่นที่ไม่สามารถรับ CBS ได้ คือ iPhone X หรือ ไอโฟน 10 ลงมา ที่ยังอัปเดต iOS 18 ไม่ได้ โดยจะได้รับ SMS แจ้งแทนเหมือน มือถือระบบ 2G และ 3G โดย ปภ. จะเป็นผู้กำหนดการส่งข้อความแจ้งเตือน พร้อมระบุพื้นที่โลเคชั่น และจังหวัดที่จะส่ง มายังโอเปอเรเตอร์ โดยใช้ SMS Sender Name เป็น DDPM ย่อมาจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วน TMD ย่อมาจาก กรมอุตุนิยมวิทยา
นอกจากนี้ล่าสุด 3 ค่ายมือถือยังได้ร่วมกับ ปภ. กำหนดวันทดสอบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ใน 3 ระดับ ในวันที่ 2 , 7 และ 13 พ.ค.68 ซึ่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่ตามแผนการทดสอบนี้ จะได้รับข้อความทดสอบการแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือทั้งรูปแบบเสียงเตือนและข้อความบนหน้าจอ
โดย ทาง ปภ. ได้กำหนด วัน เวลา และพื้นที่ ดังนี้ วันที่ 2 พ.ค. 68 เวลา 13.00 น. ระดับเล็ก (ภายในอาคาร) ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ศาลากลางจังหวัดสงขลา และ อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคาร A และอาคาร B กรุงเทพมหานคร

วันพุธที่ 7 พ.ค. 68 เวลา 13.00 น. ระดับกลาง (ระดับอำเภอ) ใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี และเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
และวันอังคารที่ 13 พ.ค.68 เวลา 13.00 น. ระดับใหญ่ (ระดับจังหวัด) ใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ จ.อุดรธานี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร
โดยประชาชนในบริเวณพื้นที่ทดสอบดังกล่าวจะได้ยินเสียงดังแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ พร้อมข้อความต่อไปนี้ “ทดสอบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM). No action required.”
อย่างไรก็ตามนอกจากการเตือนภัย ระบบ Cell Broadcast ผ่านมือถือแล้ว ทางสำนักงาน กสทช. ยังได้มีแผนระบบเตือนภัยผ่ายทีวีและ วิทยุ ด้วย

“พิรงรอง รามสูต” กรรมการกสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ บอกว่า ได้มีการหารือร่วมกับ ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสื่อสารแจ้งเหตุภัยพิบัติผ่านช่องทีวีดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว และให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชนผ่านหลากหลายช่องทาง โดยให้เชื่อมโยงสัญญาณจากแม่ข่ายคือโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.) หรือกรณีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง การแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ ให้ถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์ และ สถานีโทรทัศน์อื่นๆ สามารถเชื่อมสัญญาณหรือนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อได้ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการพัฒนาช่องทางในการแจ้งเตือนภัยพิบัติเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอล (มักซ์) เพื่อให้มักซ์สามารถเป็นจุดรวมในการแจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินผ่านช่องทีวีดิจิตอลได้อย่างทันท่วงที และสามารถกำหนดพื้นที่แจ้งเหตุได้ตามพื้นที่ให้บริการซึ่งเกิดเหตุภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานเพื่อศึกษ าและเตรียมการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน (Emergency Warning System: EWS) ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล
อีกทั้งยังมีแผนให้มีช่องโทรทัศน์ระดับชาติซึ่งมีหน้าที่แจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน หรือ ช่อง 1 ทีวีดิจิทัล ในลักษณะทดลองออกอากาศเพื่อนำไปสู่การให้อนุญาตกับหน่วยงานที่มีความพร้อม และคำนึงถึงภารกิจและวัตถุประสงค์ของหน่วยงานที่ขอรับใบอนุญาตเป็นสำคัญ โดยในส่วนของ EWS จะมีการทดลองทดสอบแจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน โดยเป็นระบบปิดบนโครงข่ายเสมือน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกภายในเดือน พ.ค.นี้

ด้าน “พล.อ.ท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ” กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง บอกว่า ในเบื้องต้นได้มีการประชุมหารือแนวปฏิบัติเพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายเชื่อมสัญญาณเสียงจากกรมประชาสัมพันธ์กรณีได้รับคำสั่งและข่าวสารจาก ปภ. โดยตรง เพื่อแจ้งข่าวสู่กลุ่มเป้าหมายในระดับใด ซึ่งปัจจุบันกรมประชาสัมพันธ์มีความพร้อมในการแจ้งข่าวพร้อมกันภายใต้เครือข่ายตนเองจำนวน 104 สถานี (FM 79 สถานี และ AM 25 สถานี) อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดของเทคโนโลยีอนาล็อกทำให้ไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกพื้นที่หรือกำหนดเป้าหมายพื้นที่ได้ จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการในระยะสั้น กลาง และยาว ดังนี้
1.ระยะสั้น: เชื่อมสัญญาณข่าวจากการกระจายเสียงโดยตรงจากสถานีที่ใช้แจ้งเตือนภัย 5 สถานี AM หลัก (ภาคกลาง 1467 kHz ภาคอีสาน 621 kHz ภาคเหนือ 549 kHz ภาคใต้ 1242 kHz และ กรุงเทพฯ 891 kHz) ที่ครอบคลุมเกือบทั้งประเทศแต่อาจจะมีคุณภาพเสียงไม่ชัดเจน หรือจากสถานีอื่นที่รับสัญญาณในพื้นที่ได้ เพื่อแจ้งข่าวต่อไป สำหรับการกำหนดเป้าหมายพื้นที่เป็นแบบ Manual และมีการเชื่อม สัญญาณข่าวผ่านทางออนไลน์เป็นทางเลือกสำรอง อย่างไรก็ตามทางเลือกดังกล่าวอาจมีข้อขัดข้องกรณี โครงข่ายอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณมือถือมีปัญหาหรือไม่ครอบคลุม

2.ระยะกลาง: เชื่อมสัญญาณข่าวจากสัญญาณดาวเทียมที่กรมประชาสัมพันธ์ได้มีการส่งสัญญาณไปสู่เครือข่ายของตนเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการรายอื่นต้องมีอุปกรณ์ที่รับสัญญาณดาวเทียมเพิ่มเติม รวมทั้งพัฒนาระบบการกำหนดเป้าหมายพื้นที่แบบอัตโนมัติที่กำหนดรหัสการรับสัญญาณแต่ละสถานี ซึ่งจะตัดปัญหาในเรื่องการรับสัญญาณให้มีความเสถียรและครอบคลุมได้ทั่วประเทศจากแผนระยะสั้น
3.ระยะยาว: พัฒนาโครงข่ายวิทยุดิจิทัลในระบบ DAB+ ซึ่งจะเป็นการกระจายเสียงที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ เช่นเดียวกับสัญญาณมือถือ รวมทั้งมีขีดความสามารถในการส่งข้อความสั้นหรือรูปภาพและการตัดสัญญาณเสียงได้ทันที
ทั้งหมดเป็นการเร่งบูรณาการการทำงานเพื่อให้ประเทศไทยมีระบบเตือนภัยฉุกเฉินให้กับประชาชนได้รับการแจ้งเตือนเหมือนประเทศสักที!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



