จากกรณีมีประชาชนใน ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หลังจากสัมผัสและรับประทานเนื้อวัว และเริ่มมีอาการไข้ร่วมกับตุ่มที่ผิวหนัง โดยมีการสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เกิดจากการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ “Tensia” ได้ออกมาโพสต์การทำงานของ “พิษแอนแทรกซ์” ที่หลายคนมักสงสัยว่า ทำไมถึงมีความโหดร้ายและอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

โดยเพจ Tensia ระบุข้อความว่า “ฟังข่าวมาทำไม “แอนแทรกซ์” น่ากลัวจัง หากตอบในมุมการก่อโรค คือ เพราะพิษที่เป็นสกิลหลักของมันล้วนๆ โดย “โรคแอนแทรกซ์” เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “Bacillus anthracis” ซึ่งสร้างสปอร์ได้ โดยสปอร์เป็นที่ขึ้นชื่อของความ “ทนทาน” อยู่แล้ว คืออยู่ในแวดล้อมได้ค่อนข้างนานมากๆ”
อีกทั้ง รับมาหลักๆ 3 ทาง ซึ่งมีดังนี้
1. ผิวหนังที่มีแผล ซึ่งแค่ถลอกๆ ก็เข้าได้แล้ว บางแผลเรามองด้วยตัวเองไม่เห็นด้วยซ้ำ แล้วไปสัมผัสวัวหรือศพวัวที่มีเชื้อ
2. สูดสปอร์เข้าทางเดินหายใจ เข้าถุงลมโดยตรง
3. กินสปอร์เข้ามาในทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ พอมันอยู่ในที่ที่เหมาะสม มันก็จะคลายจากสปอร์ หรือกลายเป็นตัว แล้วเริ่มแบ่งตัวผลิตพิษ “แอนแทรกซ์” เป็นเชื้อที่เก่งทั้งโจมตีและป้องกัน โดยหากจะป้องกันต้องมีแคปซูลที่คลุมโปรตีนที่ผิวมิด เพื่อทำให้เม็ดเลือดขาวใช้เซ็นเซอร์มาควานหาไม่เจอ
จับกินได้ช้าลงมากๆ และการโจมตีจะมีระบบพิษที่อัจฉริยะ ถ้าใครเคยดูหนังแนวๆ เทคโนโลยีล้ำๆ ถอดชิ้นประกอบกันเอง
แบบนาโนฯ มันทำนองนั้นเลย
สำหรับ ตัวพิษชื่อ “Anthrax toxin” มีระบบชิ้นส่วนที่ฉลาดมาก คือ ตัวปลดชนวน (PA) + ตัวดูดน้ำ (EF) และตัวเพชฌฆาตเซลล์ (LF) เล่นงานได้แม้กระทั่งเม็ดเลือดขาว แม้เมื่อพิษมาเจอกับเซลล์ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง, ถุงลม หรือทางเดินอาหาร จะเกิดขั้นตอน อย่างกับอุปกรณ์ไฮเทคดังนี้
1. ตัวปลดชนวน (Protective antigen) ทำหน้าที่ล่อ หากเซ็นเซอร์ของผิวเซลล์โฮสต์ เมื่อโดนเซ็นเซอร์ตรวจจับ โฮสต์จะรีบใช้ “ระบบป้องกัน Furin” ตัดสิ่งที่มาแตะทันที
2. แต่นั่นคือสิ่งที่เชื้อเตรียมมาแล้ว “Furin” ได้ตัด PA หมายความว่า ให้มันเละไป แต่กลายเป็นไปช่วยมันประกอบร่าง PA ที่โดนตัด แยกออกมาเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ชื่อ “PA63”
3. PA63 จำนวนมากทำตัวอย่างกับเป็นนาโนแมชชีน เสียบผิวเซลล์ ล้อมกรอบเป็นทรงกระบอก เปิดรูตรงกลางให้พิษอีก 2 ตัวเข้าไปในเซลล์
4. โฮสต์ก็ไม่ยอม ถ้าเซลล์นั้น คือ เม็ดเลือดขาว มันก็จะพยายามเว้าจับกินพิษทั้งก้อนนี้เข้ามา หมายมั่นว่าจะชิงถุงน้ำย่อย มาย่อยพวกนี้ให้เหี้ยน
5. แต่นั่นคือสิ่งที่แบคทีเรียวางแผนไว้แล้ว เพราะการที่ถุงน้ำย่อยจะมาย่อยได้นั้น เซลล์จะต้องทำให้สิ่งที่จับกินเข้ามาเป็นกรดก่อน และการที่เป็นกรด นี่แหละ PA63 ที่ทำตัวเป็นประตู จะสามารถเปลี่ยนร่างสู่ขั้นสุดท้าย ขยายประตูใหญ่ขึ้น สุดท้ายพิษหนีออกทางประตูหลบการจับกุมได้
6. พิษ Edematous factor (EF) วิ่งไปตัดสาร ให้พลังงานชื่อ ATP ทำให้พลังงานลดลงฮวบๆ แถมตัดแล้วได้สารชื่อ cAMP กลายเป็นสารสัญญาณ สั่งให้ทั้งเซลล์เปิดประตูแร่ธาตุมั่วทั้งเซลล์ ไม่ต่างกับเซลล์โดน spy ยึดห้องควบคุมแล้ว สุดท้ายเกลือแร่และน้ำ แพร่เข้าเซลล์จนเซลล์บวมสิ้นสภาพ
7. แต่ถ้า EF ทำไม่สำเร็จ คราวนี้แหละถึงคิวของ Lethal factor (LF) มันจะวิ่งไปขวางสัญญาณ การอยู่รอด (MAPK/ERK) ทำให้เซลล์นั้นไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ใช้แบ่งตัว และใช้ชีวิตได้เลย จนในที่สุดต้องบีบให้เซลล์นั้น “ฆ่าตัวตาย” แบบ apoptosis
อย่างไรก็ตาม พิษที่ออกฤทธิ์อย่างกับเครื่องจักรนี้ ปลิดชีพเซลล์ได้แทบทุกชนิด ซึ่งมีข้อมูลดังต่อไปนี้
1. เซลล์หนังกำพร้าที่เป็นจุดที่เชื้อเข้า จะตายอนาถทั้งหน้าตับ จนมีลักษณะเนื้อตายเป็นสีดำๆ เรียกว่า รอยบุหรี่จี้ (Eschar) ผิวหนังรอบๆ บวม เพราะมีชิ้นส่วนพิษ LF ทำให้เซลล์บวม+อักเสบ
2. เซลล์ถุงลมที่โดนเชื้อที่สูดเข้า เท่ากับตายเช่นกัน ซึ่งเปิดปอดอักเสบรุนแรง สารน้ำที่ผนังถุงลมทะลักเข้ามา จนขวางการแลกเปลี่ยนแก๊สการหายใจล้มเหลวไวมาก
3. เยื่อบุทางเดินอาหาร เท่ากับตายบวกกับอักเสบรุนแรง จนกระตุ้นระบบประสาท ENS บีบตัวรุนแรง จนเกิดอาเจียนและท้องเสียแรงมาก
4. เม็ดเลือดขาวผู้เป็นความหวังจริงหรือ เท่ากับตายเช่นกัน แต่ที่แสบ คือ มันไม่ตายทันที เชื้ออาศัยเม็ดเลือดขาวนี่แหละ เป็นพาหนะเดินทางไปถึงต่อมน้ำเหลือง เพื่อที่จะเล่นงานที่ศูนย์กลางเลย แล้วแพร่กระจายเข้าเลือด
สุดท้าย เชื้อสามารถไปวิ่งเล่นในเลือดได้ (Sepsis) จะทำให้ภูมิคุ้มกันพยายามยกกองทัพมาสู้ แต่ยิ่งสู้ยิ่งต้องปล่อย สารก่ออักเสบ หลอดเลือดขยายทั่วร่าง สารน้ำรั่ว ความดันตก จนเกิดภาวะช็อกและอวัยวะได้เลือดน้อย และทยอยจากไปทีละชิ้น สุดท้ายเสียชีวิต ยังไม่นับว่าปอดที่ล้มเหลวแล้ว อวัยวะยิ่งตายไว เพราะขาดออกซิเจน
อย่างไรก็ตาม เรามีวิธีป้องกันยังไงบ้าง
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือซากสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด เช่น วัว ควาย แพะ แกะ
2. ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก โดยเฉพาะเนื้อจากสัตว์ที่ตายผิดปกติ หรือไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน
3. สวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องสัมผัสสัตว์หรือซากสัตว์ เช่น ถุงมือ หน้ากาก เสื้อคลุมกันเปื้อน
4. ทำลายซากสัตว์ติดเชื้ออย่างถูกวิธี โดยการเผา หรือฝังลึก พร้อมใช้สารฆ่าเชื้อ เช่น ฟอร์มาลีนหรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์
5. สังเกตอาการเบื้องต้นของแอนแทรกซ์ เช่น ผื่นดำไม่เจ็บ (cutaneous) ไข้สูง และหายใจลำบากเฉียบพลัน (inhalation) เพื่อรีบพบแพทย์
6. แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่จำเพาะกับเชื้อ เพื่อลดจำนวนเชื้อให้มากที่สุด และดูแลประคับประคองให้พ้นระยะวิกฤติไปให้ได้
ขอบคุณข้อมูล : Tensia



