สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 พ.ค. เกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เตรียมออกนโยบายเก็บภาษีในอัตรา 100% กับ “ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ผลิตในอเมริกา” โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อปกป้องวงการฮอลลีวูดที่กำลังย่อยยับ”


นายเจย์ ซูเรส รองประธานของยูไนเต็ด ทาเลนต์ เอเจนซี (ยูทีเอ) หนึ่งในบริษัทให้คำปรึกษาด้านวงการบันเทิง โดยให้การเป็นตัวแทนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมฮอลลีวูด กล่าวว่า “เป็นมาตรการที่ไม่สมเหตุสมผล”


ทั้งนี้ ซูเรสกล่าวว่า นักแสดงและทีมงานชาวอเมริกันทุกคน ต้องการทำงานในสหรัฐหรือใกล้สหรัฐอยู่แล้ว “หากเป็นไปได้” อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ และค่าจ้างแรงงานในต่างประเทศนั้น “ถูกกว่ามาก” และนโยบายจูงใจของรัฐบาลวอชิงตันจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีความดึงดูดมากพอ ที่จะให้ทุกขั้นตอนของการผลิตภาพยนตร์เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐ


ขณะเดียวกัน มีคำถามตามมาอีกมากมาย จากบรรดาบริษัทผลิตภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เก็บภาษีเฉพาะภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในต่างประเทศทั้งเรื่องเท่านั้นหรือไม่” และคำว่า “ภาพยนตร์” ในความหมายของทรัมป์ ครอบคลุมเฉพาะภาพยนตร์ที่ฉายในโรง หรือรวมภาพยนตร์ที่ฉายแบบสตรีมมิงเช่นกัน อีกทั้งมีคำเตือนด้วยว่า ราคาบัตรชมภาพยนตร์ในสหรัฐจะแพงขึ้นด้วย


อนึ่ง สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติจีน ประกาศเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ลดจำนวนภาพยนตร์ของสหรัฐที่จะฉายในจีน ตอบโต้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่อจีน ซึ่งมีอัตราสูงถึง 145% แม้ไม่ได้ระบุชัดเจน ว่าจะลดจำนวนการอนุญาตให้ภาพยนตร์ของสหรัฐเข้าฉายในประเทศเหลือเท่าใด แต่ของรัฐบาลปักกิ่งจำกัดโควตาภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งสามารถเข้าฉายในประเทศได้แต่ละปีมานานแล้ว.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES