นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ทรูวิชั่นส์ เดินหน้ารุกตลาดคอนเทนต์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยกลยุทธ์แบบไฮบริด ที่สามารถรับชมผ่านแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว ซึ่งเป็นแอปสตรีมมิ่ง รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการชมได้ทุกที่ทุกเวลา ดูย้อนหลังได้ รองรับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นถึงวัยกลางคน ขณะที่การรับชมผ่านกล่อง ก็ยังมีเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ชอบความง่ายกดดูผ่านรีโมต โดยชูคอนเทนต์ที่ครบทั้งกีฬา บันเทิง ซีส์ และพันธมิตรจากแอปสตรีมมิ่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น อ้ายฉีอี้ ( iQIYI), วีทีวี (WeTV), แมกซ์ (MAX), วิว (VIU) และเน็ตฟลิกซ์ (NETFLIX) ในแพ็กเกจเริ่มต้น 119-2,155 บาท

“แม้ทรูวิชั่นส์ จะไม่ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งแต่ฤดูกาลหน้า แต่ยังยืนว่าคอนเทนต์ยังครบที่สุด ยังเป็นคิง ออฟ สปอร์ต ด้วยกีฬาฟุตบอล ลีกชั้นนำอย่าง ลาลีกา, บุนเดสลีกา, ซาอุดิลีก, ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรป้า ลีก, คอนเฟอเรนซ์ ลีก, ฟุตซอลไทยลีก และอีกมากมาย รวมถึงกีฬาประเภทอื่นๆ อย่าง เอฟ วัน, โมโตจีพี, อเมริกันฟุตบอล, บาส เอ็นบีเอ, เทนนิสวิมเบิลดันยูเอสโอเพ่น เป็นต้น เชื่อว่าจะยังสามารถตอบพฤติกรรมคนชอบดูกีฬาและความบันเทิงได้”

นายองอาจ กล่าต่อว่า อย่างไรก็ตาม ก็ยอมรับว่า การไม่ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจทำให้ฐานสมาชิกที่มีอยู่ 1.3 ล้านราย และรายได้กว่า 6,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในอดีตทรู ก็เคยไม่ได้ เป็นซีทีเอช ที่ประมูลชนะ แต่ขณะเดียวกันก็มีต้นทุนลดลงจากการไม่ต้องซื้อลิขสิทธิ์ มาพัฒนาและซื้อคอนเทนต์อื่นๆ จากพาร์ทเนอร์ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ และพัฒนาแอปให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อทำให้กลับมาขึ้นเป็นผู้นำในตลาดสตรีมมิ่งได้

“ไม่ใช่ว่าทรูไม่สนใจลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทรูเข้าร่วมประมูลด้วย แต่จากประสบการณ์ซื้อมา 20 ปี การประมูลมีต้นทุน ทรูรู้ว่าราคาระดับไหนจะสามรถทำธุรกิจไม่ขาดทุนได้ แต่ราคาปัจจุบันพุ่งไปสูงมากหลายเท่าตัว ก็ยินดีกับโมโน ที่ชนะได้ลิขสิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็คุยกับทางโมโนตลอด ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจผู้ที่ได้ลิขสิทธิ์ ซึ่งทรูยังเปิดกว้างตลอด” นายองอาจ กล่าว