นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ภายหลังมีการแต่งตั้งนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที แทนที่นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดดีอี  ว่า การทำงานของเอ็นทีต่อไปจากนี้ ได้สั่งให้ทำแผนธุรกิจ รวมถึงแผนเยียวยาลูกค้ามือถือหลังใบอนุญาต ให้ใช้คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ 1500 เมกะเฮิรตซ์  2100 เมกะเฮิรตซ์ และ 2300 เมกะเฮิรตซ์  ของเอ็นทีจะหมดอายุในเดือนส.ค.นี้  เพื่อให้เอ็นทีสามารถยังทำธุรกิจอยู่ได้ โดยให้โพกัสในธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้

นอกจากนี้ยังต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมีความรัดกุมรอบคอบมากขึ้น  โดยเฉพาะ ประเด็นที่เอ็นทีต้องเร่งสะสางปัญญาคดีข้อพิพาทกับคู่สัญญาสัมปทานทั้ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีหลายคดีกำลังดำเนินการขั้นตอนพิจารณาในชั้นของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยพบว่ามีมูลค่าความเสียหายมากเกิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นความเสี่ยงของเอ็นทีควบคู่ไปกับการสิ้นสุดใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ซึ่งทาง นายวิศิษฏ์ ถือว่ามีความเหมาะสมและเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นอย่างดีเพราะมาจากกระทรวงยุติธรรม

“ ที่ผ่านมาเอ็นทีได้ส่งรายละเอียดแผนเยียวยารองรับการสิ้นสุดใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ มาให้ดูแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน จึงได้ขอให้กลับไปทำใหม่เพื่อนำเสนอที่ประชุม บอร์ด เอ็นที ใหม่อีกครั้งว่าจะสามารถหาข้อสรุปโมเดลธุรกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้การทำธุรกิจขององค์กรได้อย่างไร  เพราะเอกชนทั้ง ทรู และ เอไอเอส ต่างก็เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเอ็นทีในการทำสัญญาเพื่อสร้างสถานีฐาน ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ลงทุนไปหมดแล้ว แต่ใช้งานมาเพียง 3-5 ปี เท่านั้น จึงต้องการคลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อให้บริการลูกค้าต่อเนื่อง ดังนั้นต้องไปดูว่าจะหารายได้เพิ่มจากตรงนี้ได้อย่างไร”   นายประเสริฐ  กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ยืนยันว่าปี 68 บริษัทจะยังไม่ขาดทุน เพราะรายได้จากธุรกิจมือถือจะหายไปเพียง 3,000 ล้านบาท ส่วนแผนการย้ายลูกค้าจากคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ไปใช้งานคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์  จำนวน 1.6 ล้านเลขหมาย จะเริ่มทยอยโอนย้ายแบบอัตโนมัติ (โอทีเอ) ไปยังโครงข่าย 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 แสนเลขหมายภายในสิ้นปี ส่วนลูกค้าที่ไม่มีเครื่องรองรับคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์บริษัทกำลังอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรเพื่อหาทางออกให้ลูกค้า

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการย้ายลูกค้าไปยังคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเอ็นทีมีแบนด์วิธ ในการให้บริการ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้ต้นทุนการโรมมิ่งลดลง 30% โดยเอ็นทีจะโฟกัสการให้บริการแค่ 4จี จึงไม่ต้องมีต้นทุนสูงในการโรมมิ่ง 5จีเนื่องจากมองว่า บริการ 4จี เพียงพอแล้วกับการใช้งานของลูกค้า ทั้งการโทร และการใช้งานอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันในส่วนของบุคลากรที่ดูเรื่องบริการมือถือประมาณ 400 คน ก็จะมีการปรับลดเพื่อลดต้นทุนด้วย.