สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่านายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลัง แถลงหลังเสร็จสิ้นการหารือเป็นเวลาสองวัน กับคณะผู้แทนของจีน ที่เมืองเจนีวา ระหว่างวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ ว่ามีความคืบหน้าอย่างมากและมีนัยสำคัญ โดยการหารือตลอดสองวันที่ผ่านมา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์”


ขณะที่นายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และประธานคณะกรรมการกิจการการเงินและเศรษฐกิจกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของรัฐบาลปักกิ่ง กล่าวว่า บรรยากาศของการหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และทั้งสองประเทศ “บรรลุความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” และยืนยันว่า ทั้งสองประเทศจะเผยแพร่ “แถลงการณ์ร่วม” ในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. แต่ทำเนียบขาวใช้คำว่า “ข้อตกลงทางการค้า”


ทั้งนี้ สหรัฐกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทนกับจีน ในอัตราสูงถึง 145% ตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่วนจีนตอบโต้ด้วยการกำหนดอัตราภาษี 125% ด้านบรรดาผู้สันทัดกรณีมองว่า ทั้งสองประเทศต่างได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้แล้ว เห็นได้ชัดจากการที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ เมื่อไตรมาสแรกปีนี้ หดตัว 0.3% เนื่องจากผู้ประกอบการต่างเร่งนำเข้าสินค้าให้ได้มากที่สุด ก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้


ด้านสถิติการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.08 ล้านล้านบาท) ลดลง 21% จากสถิติเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 41,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.37 ล้านล้านบาท)


อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า “ภาษี 80% สำหรับจีน น่าจะดี” แม้ไม่ได้ขยายความ แต่หมายความว่า จะเป็นการลดอัตราภาษี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวต่อว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับเบสเซนต์ และไม่ได้กล่าวด้วยว่า หากมีการลดภาษีจริง จะมีผลเพียงชั่วคราวหรือถาวร

ส่วนนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ชี้แจงว่า จะไม่ใช่มาตรการที่สหรัฐต้องปฏิบัติฝ่ายเดียว หมายความว่า หากมีการลดอัตราภาษี จีนต้องดำเนินการแบบเดียวกัน และอยู่ในระดับเดียวกัน


ขณะที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ออกแถลงการณ์แสดงความยินดี ต่อการที่สหรัฐและจีนจะเจรจากัน โดยเชื่อมั่นว่า จะเป็นการปูทางไปสู่การบรรเทาความขัดแย้งทางการค้า ระหว่างสองประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก.

เครดิตภาพ : AFP