ในวันที่โลกขับเคลื่อนไปด้วยความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ‘สายไฟฟ้า’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อนอยู่หลังผนังหรือใต้ดิน แต่กำลังกลายเป็นกลไกหลักที่เชื่อมโยงพลังงานไปสู่ทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับชาติ และในระบบที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีสายไฟคุณภาพสูงจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกทางเทคนิค แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงพลังงานและความปลอดภัยของสังคมในภาพรวม

‘บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด’ หรือ ‘BCC’ ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 60 ปี ในฐานะผู้นำตลาดสายไฟฟ้าของประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 30% ได้สะท้อนบทบาทของผู้ผลิตสายไฟฟ้าไทยในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงศักยภาพและทิศทางองค์กรในปี 2568 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่สอดคล้องกับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนและเมืองอัจฉริยะ

‘พงศภัค นครศรี’ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด BCC เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีฐานการผลิตหลัก 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสมุทรปราการ โรงงานฉะเชิงเทรา และ Operation and Innovation Center โดยโรงงานฉะเชิงเทรามีพื้นที่รวมกว่า 251 ไร่ ถือเป็นฐานการผลิตสายไฟที่สำคัญที่สุด ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 6 หมื่นตันต่อปี ครอบคลุมสายไฟมากกว่า 80 ชนิด ที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

นับตั้งแต่ปลายปี 2565 จนถึงปัจจุบัน มีการเติบโตของกำลังการผลิตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปี และในปี 2567 บริษัทได้ส่งมอบสายไฟไปแล้วกว่า 5 หมื่นตัน หรือคิดเป็นความยาวรวมกว่า 4 แสนกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

กระบวนการผลิตของบีซีซี ครอบคลุมถึง 7 ขั้นตอนหลัก เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ โดยนำเข้าทองแดงจากประเทศออสเตรเลียและชิลี ผ่านกระบวนการหลอมโลหะ ตีเกลียว หุ้มฉนวน รวมแกน เสริมความแข็งแรง และหุ้มเปลือกนอก โดยสายไฟทุกเส้นต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานทางวิศวกรรม

พงศภัค กล่าวต่อไปว่า บีซีซี ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม โดยมีการลงทุนพัฒนาเครื่องมือทดสอบภายในอย่างต่อเนื่อง อาทิ ห้องปฏิบัติการทดสอบการเผาไหม้ (Fire Testing Lab) ซึ่งเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และห้องปฏิบัติการ Extra High Voltage Lab สำหรับสายแรงสูงพิเศษ 230 kV ที่สามารถจำลองแรงดันได้สูงถึง 700 kV และกระแสถึง 6,000 แอมป์ ซึ่งถือเป็นขีดความสามารถเฉพาะตัวของผู้ผลิตรายเดียวในประเทศไทย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับโรงงานสู่ระบบ Smart Factory 4.0 ทั้งในด้านกระบวนการผลิต การวิเคราะห์ข้อมูล และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่สายไฟสำหรับบ้านพักอาศัย อาคารสูง โรงงาน ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ

ที่สำคัญ บีซีซีได้วางบทบาทที่ชัดเจนในระบบพลังงานสะอาด โดยได้จัดตั้งบริษัทในเครือภายใต้ชื่อ ‘บางกอก โซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด’ ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในโรงงานฉะเชิงเทรามาตั้งแต่ปี 2549 และปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้ครอบคลุมมากกว่า 50% ของกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานทั้ง 3 แห่ง

สำหรับแผนกลยุทธ์ในปี 2568 พงศภัค กล่าวว่า บริษัทฯ จะเร่งขยายการผลิตสายโซลาร์เซลล์ (PV Cable) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดจำหน่ายสายโซลาร์ให้ได้ถึง 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตสายแรงสูงพิเศษและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดพลังงานสะอาดและกลุ่มประเทศอาเซียน

นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศในหลายโครงการ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ สนามบินสุวรรณภูมิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำและก๊าซ รวมถึงโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานของบริษัทชั้นนำ เช่น PTT, Thai Oil, SCGC และ IRPC

ในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บีซีซี ถือเป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมสายไฟที่เข้าร่วมเครือข่าย UN Global Compact และได้รับการรับรอง ‘Carbon Footprint for Organization’ (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) อีกทั้งยังร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ป่ากว่า 6,000 ไร่ ผ่านโครงการคาร์บอนเครดิต โดยใช้งบประมาณสนับสนุนกว่า 17 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่สีเขียว

เป้าหมายสูงสุดของ BCC คือการก้าวสู่องค์กร Net Zero ภายในปี 2045 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายระดับประเทศถึง 5 ปี โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในกระบวนการผลิต

“ด้วยตระหนักว่าพลังงานได้กลายเป็นศูนย์กลางของทุกระบบ ‘สายไฟ’ ในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวนำไฟฟ้า แต่เป็นโครงข่ายสำคัญที่เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม และบางกอกเคเบิ้ลกำลังยืนหยัดอยู่ในจุดนั้น ด้วยความพร้อมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยก้าวเข้าสู่อนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน” พงศภัค กล่าวทิ้งท้าย