เมื่อวันที่ 20 พ.ค ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีกำหนดประชุมนัดแรก เพื่อมติแพทยสภา ที่ให้มีการลงโทษ แพทย์ 3 คน ที่ส่งต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ มารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยคณะกรรมการเข้าประชุม ครบทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ เป็นประธาน นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล นายพิทักษ์ ฉันทประยูร นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ และนายวชิระ ปากดีสี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 1 นายวิทยา พลสีลา เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 2 และนายปิยะวัฒน์ ศิลปรัศมี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 3 โดยเริ่มการประชุมเมือเวลา 13.35 น. เสร็จสิ้นเวลา 15.20 น.
จากนั้นเวลา 15.30 น. นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย นพ.ปิยะวัฒน์ ศิลปะรัศมี ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 หนึ่งในกรรมการร่วมกันแถลงข่าวว่า โดย นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาจากข้อมูลเอกสารประกอบรวมถึงมติของแพทยสภา ซึ่งมีหลายพันหน้า แต่เมื่อพิจารณาแล้วยังมีคำถามอยู่ คณะกรรมการฯ จึงขอให้นายสมศักดิ์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ทำหนังสือขอเอกสารเพิ่มเติม หากส่งมาเร็วทางกรรมการฯ ก็พร้อมเรียกประชุมภายในสัปดาห์นี้ เพราะบอกทุกคนแล้วว่า อย่าเพิ่งรับงานอื่น แต่หากส่งมาไม่ทันสัปดาห์นี้ ก็มีการกำหนดนัดหมายประชุมกรรมการฯ ครั้งหน้าในวันที่ 26 พ.ค. นี้ เวลา 14.00 น. ทั้งนี้ เรามีเวลาในการพิจารณาสั้นๆ ก็ขอให้แพทยสภารีบส่งมา เพราะเป็นเอกสารสำคัญ ถ้าท่านส่งเร็ว เราก็เร็ว โดยจะพยายามทำให้เสร็จ และสรุปภายในวันที่ 29 พ.ค. นี้ หรือไม่เกินวันที่ 30 พ.ค.
นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการฯ วันนี้ จะพิจารณาในส่วนของผู้ที่ถูกร้องเรียนทั้ง 4 คน แม้แพทยสภาจะมีมติลงโทษ 3 คน และพิจารณาทำความเห็นเป็นรายบุคคลเพื่อเสนอต่อสภานายกพิเศษเท่านั้น ส่วนจะตัดสินใจอย่างไร จะวีโต้ หรือไม่วีโต้ หรือจะวีโต้ในประเด็นใดนั้น อยู่ที่สภานายกพิเศษว่าจะตัดสินใจอย่างไร

เมื่อถามว่าเอกสารที่ขอเพิ่มจากแพทยสภานั้น เป็นเอกสารประเภทใด นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า อยู่ในกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของแพทยสภา ในส่วนที่ขาด คือในส่วนของการพิจารณาของอนุกรรมการกลั่นกรอง เพราะดูจากเอกสารที่ส่งมานั้น แพทยสภามีความเห็นในแต่ละส่วนในการพิจารณาตั้งแต่การรับเรื่องราวร้องทุกข์ต่อเลขาธิการแพทยสภา ส่งแพทยสภาพิจารณามีมูล ก็ส่งอนุกรรมการจริยธรรมเห็นว่ามีมูล ส่งเข้าอนุกรรมการกลั่นกรองเห็นว่ามีมูลส่งให้แพทยสภาเห็นว่ามีมูล ก็แต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวนฯ พิจารณา มีมติเรื่องการลงโทษ ส่งเข้าอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของแพทยสภาชุดใหญ่และมีมติลงโทษแพทย์
เมื่อถามว่า เป็นเอกสารชี้ขาดว่าวีโต้ หรือไม่วีโต้ หรือจะวีโต้ในประเด็นไหนหรือไม่ นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า ตอนนี้กรรมการแต่ละคนเป็นอิสระในการแสดงความเห็น จึงยังไม่มีข้อยุติถึงแนวทางการพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะไปทางไหน ยืนยันว่าจะเอาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเป็นตัวตั้ง ถ้าข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายไปกันได้ หรือมีบางส่วนที่ขาดกัน เราก็จำเป็นต้องพิจารณาเห็นต่างกันได้ หรือถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่แพทยสภาเสนอมา และข้อกฎหมายรองรับ เราก็เป็นแพทยสภาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ตรงนี้ยังเป็นความอิสระอยู่
เมื่อถามถึงกรณีสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นกลาง ของคณะกรรมการที่ตั้งโดยสภานายกพิเศษ ซึ่งหนึ่งในนั้น มีความเชื่อมโยงออกมาปกป้องนายทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการรับโทษตามกฎหมาย นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า ต้องเปิดใจให้กว้างๆ เรื่องนี้เราพิจารณาเรื่องของแพทยสภา มีความเห็นลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เราพยายามไม่กล่าวถึงเรื่องการเมือง ไม่กล่าวถึงบุคคลภายนอกอื่น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น เป็นความเห็นส่วนตัว แล้วท่านจะแสดงความเห็นส่วนตัวอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ความเห็นของคณะกรรมการชุดนี้ เราเห็นตามแนวทางของเรา คือการพิจารณาของแพทย์เป็นหลัก
“ตามหลักการพิจารณาใน 10 ท่านทำความเห็น ส่วนจะมีความเห็นอย่างไร ก็แล้วแต่ดุลพินิจของแต่ท่าน แล้วนำความเห็นของเราทั้งหมด ส่งให้สภานายกพิเศษ ท่านจะพิจารณาเอง เพราะในกฎหมายกำหนดให้ตัวท่านเป็นผู้ที่มีความเห็นอย่างไร ไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการนี้เป็นผู้ชี้นำท่าน แต่เรามีความเห็นของฝ่ายกฎหมายที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเสนอไป ซึ่งท่านจะไปดำเนินการเอง แล้วเราก็ถือว่าหมดหน้าที่” นายกองตรี ธนกฤต กล่าวและว่า กรรมการแต่ละคนอาจจะเห็นว่า วีโต้ ไม่วีโต้ หรือจะหนัก จะเบาอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน และยืนยันว่าเราไม่ได้มีธง

เมื่อถามว่า 10 ท่าน ที่เป็นคณะกรรมการ ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย มีความคิดเห็นอย่างไรที่สังคมมองว่า เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อมีเหตุผลในการวีโต้ นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ เพิ่งรู้จักกันวันนี้วันแรก พิจารณาเรื่องข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง แต่ในคณะกรรมการชุดนี้มีหมออยู่ด้วย เพราะบางเรื่องต้องใช้ความเห็นจากการแพทย์
“จะรู้จักใครหรือไม่ นายสมศักดิ์ คงพิจารณาจากคนที่ท่านไว้วางใจในการดูเอกสาร เพราะแต่ละคนทำความเห็นอย่างตรงไปตรงมาให้รัฐมนตรี ตนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านก็ต้องส่งตนเข้าไปดูแล อย่างน้อยต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบในทุกด้าน ตนมีความจำเป็นต้องดูแลเอกสารต่างๆ หรือข้อกฎหมายให้ชัดเจน ท่านต้องเลือกคนที่ไว้วางใจในการพิจารณา” นายกองตรี ธนกฤต กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า กรรมการได้พิจารณาเอกสารของแพทย์ที่มาร้องขอความเป็นธรรมด้วยหรือไม่ นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า เอกสารของแพทย์ที่มาร้องเรียนนั้น ตนเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะบอกว่า รมว.สาธารณสุข ท่านถือหมวกอยู่สองใบ หากเห็นตรงกันก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม แต่จะเป็นประโยชน์ มาเป็นแนวทางพิจารณาต่อไปก็เป็นสิทธิ แต่ขณะนี้หนังสือดังกล่าว ยังไม่เข้ามที่คณะกรรมการฯ
นายกองตรี ธนกฤต กล่าวหลังการแถลงว่า ความเห็นส่วนตัว หากพิจารณาเอกสารทั้งหมดแล้ว เห็นว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดมาตรา 157 ของกรรมการแพทยสภาหรือไม่นั้น ส่วนตัวก็จะให้ความเห็นนเรื่องมาตรา 157 นี้ด้วย ส่วนจะไปดำเนินการอย่างไรต่อกับกรรมการแพทยสภาหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษจากมติแพทยสภา
ด้านนายปิยะวัฒน์ ศิลปะรัศมี ผอ.กองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อมีข้อบังคับหรือกระบวนการอะไรก็แล้วแต่ ที่จะต้องให้สภานายกพิเศษพิจารณานั้น ก่อนที่ท่านจะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จะมีกระบวนการตรวจสอบข้อบังคับของกองกฎหมายว่าเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ และข้อเท็จจริงครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ก่อนเสนอสภานายกพิเศษพิจารณา เป็นการปฏิบัติเหมือนกันทุกสภาวิชาชีพ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน
“เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการพิจารณาการสอบสวน เพราะฉะนั้น ก็ไปดูกระบวนการพิจารณาว่าครบถ้วนทุกกระบวนการหรือไม่ เพราะเป็นคำสั่งทางปกครอง ถ้าดูแล้วบกพร่องส่วนไหน ก็ขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นหลักธรรมดาที่ปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะเคสนี้ ข้อเท็จจริงใดที่ยังไม่ครบถ้วนก็ขอแพทยสภาเพิ่มเติม” นายปิยะวัฒน์ กล่าว.



