เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่บริเวณด้านหน้าตึกกองบังคับการปราบปราม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยกับสื่อมวลชนในกรณีของ โทน บางแค ที่ปรากฏตามข่าวไปแล้วนั้น โดยระบุถึงความชัดเจนในการดำเนินคดีว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากกลุ่มเซียนพระที่ผู้เสียหายมาแจ้งความไว้พอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากส่วนใหญ่พยานหลักฐานเป็นลักษณะของการพูดคุยกันเป็นหลัก จึงต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมเพื่อระบุให้ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระเครื่ององค์ใดหรือบุคคลใดบ้าง ซึ่งในระหว่างการสืบสวนตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีเซียนพระบางรายได้มีการชดใช้ค่าเสียหายและขอยกเลิกการดำเนินคดีไปบ้างแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีหลักฐานชัดแจ้งในบางส่วน และมีผู้เสียหายบางรายกลับมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมเข้าสู่สำนวนเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มที่จะมาร้องทุกข์

สำหรับความชัดเจนของบุคคล 1 ใน 3 ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ในส่วนของเนื้อหาสำนวนยังต้องขอเก็บเอาไว้ก่อน เนื่องจากเป็นระบบการทำงานของตำรวจส่วนกลางในการทำคดีใหญ่ ซึ่งเมื่อมีการรับแจ้งความจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ 2. ความผิดนั้นเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ และ 3. ผู้กระทำความผิดมีใครบ้าง ก่อนที่จะมีการดำเนินการ (Operation) แจ้งข้อกล่าวหา โดยเฉพาะคดีที่มีโทษสูงซึ่งต้องมีการขออนุมัติศาลออกหมายจับ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาโดยตลอด ส่วนการจะออกหมายจับหรือหมายเรียกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพราะต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่าบางกรณีอาจเป็นเรื่องทางแพ่ง หรือบางกรณีเป็นเรื่องทางอาญา ซึ่งต้องยึดตามหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมามอบให้เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในการทำงานรวบรวมพยานหลักฐานยังมีพยานหลักฐานส่วนอื่นที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ เช่น ข้อมูลการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งหากมีอยู่จริงจะถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ ทั้งนี้ในคดีฉ้อโกงมักพบว่าฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาให้การไม่ตรงกันซึ่งเป็นเรื่องปกติ เจ้าหน้าที่จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน

ส่วนประเด็นจำนวนผู้เสียหายที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เคยกล่าวอ้างว่ามี 9 ราย หรือที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีมากกว่านั้น ตนขออนุญาตให้เป็นรายละเอียดที่อยู่ในสำนวนการสอบสวน ในประเด็นเรื่องเงินจำนวน 20,000,000 บาท ที่มีการอ้างว่านำไปมอบให้กับ โทน บางแค ซึ่งขณะนี้คำให้การของแต่ละฝ่ายยังขัดแย้งกันอยู่นั้น ตนมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประมวลผล ร่วมกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิจารณาว่าในแต่ละกรณี (แต่ละกรรม) เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เนื่องจากคดีฉ้อโกงเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ เมื่อผู้กระทำผิดทราบว่ามีการดำเนินคดีจึงมีการเจรจาเคลียร์ค่าเสียหาย ทำให้จำนวนผู้เสียหายยังไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อหา “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” จะไม่มีระบุไว้โดยตรง แต่หากพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำซ้อนบ่อยครั้ง สามารถนำไปใช้เป็นความผิดมูลฐานในคดีฟอกเงินได้ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดทั้งหมด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลางไม่เคยกลั่นแกล้งใคร และตนได้กำชับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยเคสนี้ตนรับรู้ข้อมูลตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และได้มีการพูดคุยกำชับกับผู้กำกับในขณะนั้นให้เร่งรัดคดีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตนมารับตำแหน่งผู้บัญชาการ ก็มีหลายประเด็นที่ปรากฏเป็นข่าว ส่วนกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เรียกทั้งสามฝ่ายมาพบกันนั้นจะทำได้หรือไม่ ประชาชนสามารถดูได้จากสิ่งที่สื่อนำเสนอไป ซึ่งแต่ละฝ่ายพูดไม่ตรงกัน จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่ามีเซียนพระประสานขอเข้าพบ แต่ทางฝั่งโทนพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทราบว่าเซียนพระรายดังกล่าวได้มาร้องเรียนที่สอบสวนกลางส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนเรื่องนี้จะกระทบต่อหน้าที่การงานของบิ๊กเต่าหรือไม่นั้น

ขณะนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พหลโยธิน ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนจะมีการเรียก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มาชี้แจงหรือไม่ เบื้องต้นตนได้เรียกมาพูดคุยแล้ว ซึ่งรองเต่าได้ชี้แจงข้อมูลเหมือนกับที่ได้แจ้งต่อสื่อมวลชน สำหรับประเด็นที่ว่าตนรู้สึกร้อนใจหรือไม่ ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ถูกครหาจนทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ตนขอยืนยันว่าในเรื่องคดีความ ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ส่วนเรื่องความประพฤติก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งรองเต่าและผู้ที่มาร้องเรียนด้วยเช่นกัน